LITTLE ESCAPE, CHIANGMAI

fuji provia100F roll01_16-01

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ
และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ

ถนนสายนั้นที่ทอดยาว

มีเรื่องราวของความเป็นจริง
มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง
มีให้เธอเอาไว้ยามอ่อนล้า

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม

เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า
ทะเลสีครามที่ทอดยาว
เห็นความรักฉันบ้างไหม

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม

fuji provia100F roll02_02

fuji provia100F roll02_04

ทริปหนีเที่ยวไปรับไอฝนฉ่ำที่เชียงใหม่ฉบับเล็กๆ
อาจจะดูธรรมดา แต่เราหลงรักหน้าฝนที่เชียงใหม่ทุกครั้ง
กลิ่นไอดิน และไอหมอกชื้นๆ ทำให้จิตที่วุ่นวายพอได้สงบและอยู่นิ่งๆ กับเค้าบ้าง

IMG_3836

แผนของทริปนี้คือเราขึ้นไปนอนเล่นแถวๆ ตีนดอยกันสองคืน และลงมาอยู่ในเมืองต่ออีกสองคืน
ที่พวกเราเลือกไปคือหมู่บ้านแม่กำปอง เพราะอยากเอาปอดไปเติมอากาศบริสุทธิ์
นอนฟังเสียงฝนกระทบใบไม้ และถูกรายล้อมไปด้วยป่าเขียว
หรือที่จริงการไปเที่ยวครั้งนี้เราแทบไม่ได้ทำอะไร นอกจากกินและนอนเลย
พูดคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้กับเพื่อน ตกกลางคืนก็นั่งล้อมวงดีดกีต้าร์ เล่นอูโน่
แต่เป็นช่วงเวลาที่เรียกได้ว่า สบายใจ มาเพื่อปล่อยใจปล่อยตัวที่แท้
ไม่คิดอะไรเยอะ อยากไปที่ไหนก็ไปถ้าเวลาอำนวย อยากกินอะไรก็กิน
ขับรถเปิดหน้าต่าง ให้ลมเย็นพัดเข้ามาปะทะหน้า
พร้อมกับลิสเพลงเก่าของวงพอส, ธีร์ ไชยเดช, พี่เบิร์ด ธงไชย

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0080

หากเราต้องจากกัน จากกันด้วยเหตุใด
เก็บความคิดที่คล้ายกัน กับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้นไว้
หากวันไหนที่เธอ เกิดเจอะเจอทุกข์ภัย
หากเธอนั้นเดือดร้อนใจ จะเป็นเรื่องใดที่ทำให้เธอท้อแท้
ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา จะไปหา
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ

ด้วยรักและผูกพัน

‘ Jing Jai Market ตลาดนัดจริงใจ ‘

แต่ก่อนจะออกจากตัวเมือง ขึ้นเขากันพวกเราแวะกันไปที่ตลาดจริงใจกันก่อนในตอนสาย
ตลาดนัดใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่ขายของทำมือ งานศิลปะ เสื้อผ้าไปจนถึงของตกแต่งบ้าน
และอาหารเมือง ผักผลไม้แบบฉบับปลอดภัย เพราะเป็นออแกนิค รสชาติอร่อย
และที่ตลาดจริงใจ เค้ารณรงค์งดการใช้ถุงหรือผลิตภัฑณ์ที่ทำจากพลาสติกให้มากที่สุดอีกด้วย

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0055

หลังจากเดินเล่นที่ตลาดจริงใจ ได้ของติดไม้ติดมือกันมาเรียบร้อยแล้ว
เราก็หามือกลางวันรองท้องกัน ที่ร้านข้าวซอยลุงประกิต
ที่เราตามรอยมาจาก Phill (Somebody Feed Phill) ตอนที่มาเชียงใหม่

‘ ข้าวซอยลุงประกิต ‘

กลายเป็นข้าวซอยรสเด็ดเจ้าใหม่ของพวกเรา
กลิ่นหอมของเครื่องแกง รสชาติเข้มข้นเผ็ดร้อนกำลังดี
ทั้งเนื้อและไก่ถูกเคี้ยวมาจนรสชาติของแกงซึมเข้าเนื้อ นุ่มอร่อย
ให้เครื่องเยอะ และราคาก็ไม่แพงเลย

หลังจากอิ่มท้องกันทุกคนแล้ว เราก็กระโดดขึ้นรถ เปิดเพลงไทยยุค 90s
และมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่ออนกัน
วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากถนนคอนกรีต ตึกอาคาร เป็น
ถนนเส้นแคบลงและขนาบสองฝั่งไปด้วยต้นไม้สีเขียว
ทางเริ่มคดเคี้ยว สูงขึ้นไปบนภูเขา ไอเย็นจากป่าพัดเข้ามาสู่ในรถ

ฉันและเธอจะเดินไปด้วยกัน
ไม่ว่าจะทุกข์หรือว่าจะสุขสันต์ ฉันจะมีเธอข้างกาย
วันเวลาจะนานสักเพียงไหน เพื่อนฉันคนนี้นั้นไม่มีวันห่าง
และไม่มีวันจากไปไหน

ข้อความ

แม่กำปอง, เชียงใหม่

fuji provia100F roll01_03

ครั้งนี้เราเลือกใช้เวลาที่เชียงใหม่ด้วยการ
ขึ้นไปยังแม่กำปองหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ในอำเภอแม่ออน
ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มาประมาณเกือบสองชั่วโมง
ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่บ้านเรือนตั้งเรียงรายไปตามเนินสูง
ผู้คนน่ารัก ยิ้มง่าย อากาศดีกับปอดเพราะต้นไม้เยอะ อาหารอร่อย
และเวลาของแม่กำปองดูจะเดินไปอย่างเอื่อยๆ ไม่รีบร้อน
วิถีชีวิตที่สุขแบบเรียบง่ายหาได้ที่นี่

fuji-provia100f-roll01_31.jpg

fuji provia100F roll01_30

ลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน
คอยเอาความเย็นสบายมาให้คนที่นี่
ตกกลางคืนถ้าไม่ได้ยินเสียงฝนพร่ำ
ก็จะได้ยินเสียงน้ำตกไหลกล่อมจนหลับไป

fuji provia100F roll01_13

fuji provia100F roll01_04

ไข่ป่าม และหมูย่างร้อนๆ ริมถนน เป็นอะไรที่เรียกความหิวได้ดีมากๆ

เราพักที่แม่กำปองกันสองคืน
คืนแรกเราฝากตัวนอนกันที่ บ้านเพียรหวน
โฮมสเตย์น่ารักทั้งการตกแต่ง ไปจนถึงเจ้าของและพี่ปอผู้เป็นคนดูแลที่นี่
ห้องนอน ติดกับระเบียงยืนออกไปมองเห็นหมู่บ้านที่โอบล้อมด้วยป่าเขาเขียวขจี

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0064

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0052

fuji provia100F roll01_15

อาหารเช้าฝีมือพี่ปอที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ตรงระเบียงหน้าห้องอย่างน่ารัก
แบบว่าตื่นแล้วเดินออกจากห้องมาสองก้าวก็ทานได้เลย

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0070

เราออกจากที่พัก นั่งเล่นที่ร้านกาแฟสักพัก และก็ขึ้นไปยังจุดชมวิวกิ่วฝิ่น
ด้วยความที่เป็นหน้าฝน ต้นไม้ใบหญ้าต่างแตกกิ่งออกใบเขียวชอุ่ม
แม้จะเป็นเวลาสายมาแล้วแต่ด้วยความชื้นของฤดูกาลทำให้น้ำค้างยังคงเกาะอยู่ตามยอดหญ้า

เวลาได้พาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทั้งตัวทั้งใจเราเย็น สงบและสบายขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
สูดหายใจได้สุดปอด มันจริงอย่างที่พูดกันว่าต้นไม้คือลมหายใจ

fuji provia100F roll01_17

fuji provia100F roll01_19

ธรรมชาติเล็ก
แม่กำปอง

คืนที่สองเราพักกันที่บ้านของลุงปุ๊ด — ป้าเป็ง
โฮมสเตย์น่ารักๆ ห้องนอนติดกับลำธาร ได้ยินเสียงน้ำไหลคลอมาเบาๆ
ยิ่งเวลาฝนตกอุณหภูมิของอากาศที่ลดลง เราจะได้ไอเย็นๆ ของฝนพัดมาตามลมเข้ามา

อยากจะลืมใครสักคน
เมื่อหยาดฝนพร่างพรมพริ้วมา

สายน้ำที่ร่วงหล่น

ปนเคล้าหยาดน้ำตา
กลับไปคิดถึงครา
แรกที่เราพบกัน


ฝน

IMG_3932

fuji provia100F roll01_29

ตกเย็นเราจะฝากท้องกันที่ร้านหมูกะทะ หรือไม่ก็จิ้มจุ่ม
มื้อธรรมดาที่อร่อยเพราะคนสนทนาร่วมวงด้วย
คุยกันตั้งแต่เรื่องจริงจังของชีวิตและปัญหาของคนรุ่นๆ เรา ไปจนเรื่องไม่มีสาระ
ไม่มีแก่นก็ยังนั่งคุยกันได้หลายชั่วโมง ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอแล้วแหละ
เพราะจริงๆ แล้วรสชาติอาหารไม่สำคัญเท่ากับบรรยากาศและคนที่เรานั่งกินอยู่ด้วย

บรรยากาศยามเย็นของแม่กำปอง

fuji provia100F roll01_06

fuji provia100F roll01_11

fuji provia100F roll01_10

ปลายฟ้า แค่หลับตาลง คงพบกัน
โอบกอดดวงใจ สายสัมพันธ์
ท่ามกลางความฝัน ของเรา

ดาวน้อย 
โปรดลอยมาลง ตรงหัวใจ
เก็บเกี่ยวความคิดถึงฉันไป
ให้เธอที่ปลายฟ้าไกล

คิดถึงเพียงเธอ

ในใจฉันคิดถึงเพียงเธอ
ไม่มีคำใด จะแทนจิตใจ
มากมายเท่าคำนี้เลย

ปลายฟ้า

เวลาสองคืน สามวันที่เหมือนจะช้า แต่กลับผ่านไปไวเหมือนกัน
เราบอกลาแม่กำปองเพื่อกลับเข้าสู่ตัวเมือง
เรานอนพักกันที่ The Lab Poshtel & Across The Universe Cafe
เพราะจะได้เดินเที่ยวเล่นแถวนิมมานได้
เราไปคาเฟ่ต่างๆ ร้านขายของเก่า ของกุ๊กกิ๊กอย่าง Jibberish
และ Maiiam museum of contemporary art


‘ The Lab Poshtel & Across The Universe Cafe ‘

ที่พักคืนสุดท้ายของพวกเรา
เราได้รับการต้อนรับที่น่ารัก ดูแลเป็นอย่างดีจากพี่เจ้าของ และทุกคนที่นั่น
จากที่ชอบการออกแบบ และตกแต่งไว้อย่างสวยงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
พอได้มานอนกลายเป็นว่าเราหลงรักโฮเทลที่นี่เข้าไปเต็มๆ เลย

โซนคาเฟ่ด้านหน้า ส่วนกลางที่จัดไว้ให้นั่งเล่น
ร้าน A Day In Life ที่เป็นร้าน Selected Shop ที่คัดของมาอย่างดี
จนเราได้ของติดกลับบ้านมาด้วยหลายชิ้นเลย

fuji provia100F roll01_36

000126440009

Words are flowing out
like endless rain into a paper cup
they slither wildly as they slip away
across the universe

pools of sorrow waves of joy

are drifting through my opened mind
possessing and caressing me
Jai Guru Deva, Om
nothing’s gonna change my world
nothing’s gonna change my world
nothing’s gonna change my world
nothing’s gonna change my world
Across The Universe
000126440007
000126440008
Good Morning
c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0012
Looper & Co. Cafe
Chiang Mai

fuji provia100F roll01_33

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0002

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190907_0003

c8037cc4d90d1c88df21ee13e40b04dc0_30538792_190904_0028

‘ MAIIAM Contemporary Art Museum ‘

พิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยม คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย
เรามาครั้งนี้เพื่อดูงานแสดงชุด
TEMPORAL TOPOGRAPHY:  MAIIAM’S NEW ACQUISITIONS;
FROM 2010 TO PRESENT

นิทรรศการที่รวบรวมผลงานจากศิลปินแถบเอเชียมาไว้มากกว่า 10 คน
โดยรวมของผลงานในการจัดแสดงนี้พูดเกี่ยวกับอาณาเขตแดนความเป็นเมือง
ความขัดแย้งและความรุนแรง รวมถึงนัยยะการปกครองและการต่อต้าน
ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง
และแนวคิดเหล่านี้ยังพูดโยงไปถึงกับความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างสถานที่และตัวตน
การของทำงานของศิลปินที่สื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างส่วนรวมและส่วนบุคคล

งานนี้จัดถึง 30 มีนาคม 2020 ที่ Gallery 1
เป็นนิทรรศการที่ดีมาก หากใครได้มีโอกาสมาเชียงใหม่ เราแนะนำให้แวะไปดู
เพราะนอกจากนิทรรศการหมุนเวียนอย่าง Temporal topography
ยังมีงานแสดงถาวรอื่นๆ ให้ดูด้วยเหมือนกัน

000126440023

000126440017

000126440018

000126440020

000126440021

มีงานแสดงของพี่วิ Viriya Chotpanyavisut
ส่วนตัวเราติดตามผลงานของเค้าอยู่แล้ว ดีใจเล็กๆ ที่ได้มาเจองานจริงที่นี่ด้วย

 ‘ Jibberrish ‘
จิ๊บ — เบอ — หริด

เราเคยมาที่นี่เมื่อสองปีที่แล้ว บรรยากาศยังคงอบอุ่นน่ารักเหมือนเดิม
ที่นี่คือร้านขายของทำมือ ที่เกิดจากความหลงใหลและชื่นชอบ
สิ่งของประเภท Homemade และงาน Craft
อย่างผ้าย้อมครามจากสีธรรมชาติ และนอกจากนี้ยังมีของกระจุกกระจกอย่างพวกงานถัก
เครื่องประดับ เครื่องเขียน และงานเซรามิก

000126440029.jpg

000126440027

แอบตั้งใจมาหาจำเนียรแมวประจำร้านที่เราเคยเจอ
แต่ว่าพี่ที่ร้านบอกว่านางหนีไปดาวแมวสะแล้ว
เลยได้มาเจอกับส้ม และชาวแก๊งสีเทาแทน

000126440026

000126440028.jpg

000126440024

หลังจากออกมาจาก Jibberrish เวลาเราเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง
เพื่อนเราที่เป็นคนเชียงใหม่ เลยอาสาขับรถขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ดอยสุเทพ
เป็นการบอกลาทริปนี้ก่อนกลับสู่ชีวิตจริงที่กรุงเทพฯ เพราะคงอีกพักใหญ่กว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้อีกที
ก็นะ เมืองหลวงบ้านเราไม่มีแบบนี้นี่หน่า

fuji provia100F roll01_28

fuji provia100F roll02_04

fuji provia100F roll02_02

เราคอยจนพระอาทิตย์ลับไปหลังภูเขาเบื้องหน้า
ท้องฟ้าถูกฉาบสีไปเป็นส้มอร่าม หมดเวลาของวันนี้และการพักผ่อนของพวกเราแล้ว
ขับรถมุ่งตรงไปยังสนามบินด้วยความแอบเศร้าในใจเล็กๆ
เวลาแห่งความสุขมันหมดไปไวแบบนี้นี่เอง

สุดท้ายแล้ว สนุกมาก หัวเราะท้องแข็งทุกคืน
กินอร่อย หลับสบาย ได้เติมพลังกับไปสู้กับงานแล้ว
หากจะขาดก็คงมีอย่างเดียวคือ มาริษา ปกติมาเชียงใหม่ทีไร
ต้องมีอีฟมาด้วย แต่ครั้งนี้เวลาดันไม่ตรงกันก็เลยอดเลย
แต่ไม่เป็นไร ไว้มาด้วยกันใหม่นะ ครั้งนี้เที่ยวเผื่อไปแล้ว

ปล.ขอบคุณภาพบางส่วนจากกล้องของจิมและอาย

film : fuji premium400 / fuji provia100F / fuji provia100F


แล้วจะกลับไปใหม่เมื่อต้นลมหนาวมาเยือน
ด้วยรักและคิดถึง

ฝากหัวใจให้กันเอาไว้ก่อน
ที่เราจะต้องห่างเหินไป
เพื่อว่าเราลำบาก อยู่หนใด
หัวใจก็ยังมีคนดูแล

อาจจะมีบางคราวเราพบใครใหม่
เกิดหวั่นไหวไปตามประสาคนไกลกัน
แต่เรายังมีใจกันไว้ไม่หวาดหวั่น
จะไม่เหลือดวงใจที่คิดเผื่อใคร

สิ่งที่ฉันต้องการก็คือให้เราคอยดูเสมอ

หากเราเผลอลืมไปแล้วดวงใจจะหาย
หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ
เก็บเอาไว้จนวันที่ฉันเคียงคู่เธอ

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

THE LESSONS FROM NATURE (Chiang Dao, Thailand)

IMG_5429

THE LESSONS FROM NATURE

Chiang Dao, Thailand

การเดินทางสั้นๆ ที่เปลี่ยนมุมมองและความคิดของเราไปจากเดิม
ป่าคือต้นกำเนิดของชีวิต คือเครื่องหมายของการดำรงอยู่ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
แม้เทคโนโลยีในปัจจุบันจะพัฒนาหรือก้าวหน้าไปมาก แต่อีกด้านนึงผลผลิตจากป่ามากมายที่ถูกมนุษย์เราริบรอนไป และไม่เคยทดแทนกลับคืน เราเป็นคนนึงที่เชื่อว่าถ้าวันโลกแตกมาถึงวันนั้นคือวันที่ต้นไม้สูญหายไปจากโลกนี้ ถ้าเราตระหนักได้ว่ามันมีความสำคัญเทียบเท่ากับอากาศที่เรายังต้องใช้หายใจ และทั้งเราทุกคน ทั้งทุกสิ่งมีชีวิตคือเจ้าของโลกร่วมกัน ทุกสิ่งคือการหยิบยืมจากธรรมชาติมาเพียงชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องคืนกลับไปสู่พื้นดิน ซึ่งไม่ดีกว่าหรอ หากเราจะดำเนินชีวิตไปด้วยการอยู่ร่วมกันแบบแบ่งปัน ไม่เบียดเบียน รักษาสมดุล รับผิดชอบต่อกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

1F4DB088-0EAF-4FD7-942B-15B12C18D7C1-2.jpg

เราสองคนหอบกระเป๋ามาเชียงใหม่กันอย่างกระทันหัน เพียงเพราะพี่มลบอกว่าอีกสองวันจะมีการเข้าป่าเพื่อไปเก็บน้ำผึ้งเดือนห้าจากป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เชียงดาวกัน ด้วยความอยากรู้ว่าวิธีการนั้นเป็นยังไงเราจึงขอติดตามไปในทริปนี้ด้วย ซึ่งจะการเก็บน้ำผึ้งนี้ป่าจะเกิดขึ้นทุกปี และเก็บเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น โดยจะเก็บแต่ส่วนรังที่สะสมน้ำผึ้งและขี้ผึ้ง(รังส่วนที่ผึ้งทิ้งไปแล้ว) พื้นที่ที่เป็นรังตัวอ่อนและนางพญายังคงถูกรักษาไว้เพื่อให้ขยายพันธุ์ในปีต่อๆ ไป

Processed with VSCO with a2 preset

เรามาถึงเชียงดาวกันก็เป็นตอนฟ้ามืดแล้ว พวกเราพักกันที่มาลาดาราดาษ บ้านอันแสนน่ารักและอบอุ่นของพี่โรสและพี่โอ๊คที่ตั้งใจพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เล็กๆ ให้กับชุมชนและคนที่สนใจวิถีชีวิตในแบบที่ดำเนินควบคู่ไปกับธรรมชาติแบบยั่งยืน

000036

000037

000034

000041

ทุกคนตื่นกันแต่เช้าตรู่ อาบน้ำและทานข้าวเช้าฝีมือน้องๆ แก๊งค์ถิ่นนิยมพร้อมกัน
หลังจากอิ่มท้องพวกเราก็เก็บของจำเป็นและข้าวน้อยห่อใบตองที่น้องๆ ทำไว้ให้ลงกระเป๋า เตรียมพร้อมสำหรับเข้าป่ากันวันนี้

000044

000043

ก่อนเข้าป่า เราแวะเปลี่ยนรถกันที่บ้านพี่มล ได้เจอกับคุณแม่ผู้ที่ทำขนมจีนน้ำเงี้ยวได้อร่อยที่สุด
และอุ้ยคำที่จะเป็นคนสอนเราแยกน้ำผึ้งกับเอาขี้ผึ้งไปทำแว๊กซ์ในตอนเย็น

000046

000045

000047

Processed with VSCO with j5 preset

L1007331

L1007336

น้ำผึ้งป่าเดือนห้า ป่าต้นน้ำชุมชนบ้านหัวทุ่ง อ.เชียงดาว

การที่เราได้ตามเข้าไปเก็บน้ำผึ้งนั้น มันสะท้อนอะไรได้หลายอย่าง ความผูกพันระหว่างป่าและชุมชนที่นี่ เพราะน้ำผึ้งป่านั้นเป็นผลผลิตที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง ที่ดูแลอนุรักษ์โดยชาวบ้านในชุมชนไม่ว่าจะทั้ง ปลูกป่า เฝ้าระวังไฟป่า ดูแลการลักลอบทำลายป่า ถนอมจนทำให้ระบบนิเวศในป่าเกิดความสมบูรณ์ยาวนานเกือบ 100 ปี และมีรังผึ้งรังใหญ่อย่างที่เราเห็น

E01BE234-31BB-4954-99DB-C91CC13F5EBD

ในป่าเต็มไปด้วยความหลากหลายของพืชพรรณ สมุนไพรมากมาย มีสัตว์น้อยใหญ่ นกหลากสายพันธุ์ แมลงต่างๆ รวมถึงผึ้งหลวง ที่มาอาศัยทำรังอยู่บนต้นตะเคียนยักษ์

S__8167536

L1007373

พี่มลอธิบายและย้ำกับเราเสมอว่าการเก็บน้ำผึ้งป่าในแต่ละปี จะเก็บแต่ส่วนรังที่สะสมน้ำผึ้งเท่านั่นไม่มีการตัดหรือโค่นลงมาทั้งรัง พื้นที่รังตัวอ่อนและนางพญาชาวบ้านที่นี่จะคงรักษาเอาไว้เพื่อให้เค้ายังสามารถขยายพันธุ์ต่อไปและเพื่อสำหรับปีหน้า เราจะได้กลับมาเพื่อเก็บน้ำผึ้งกันอีก

L1007376

พวกเราเริ่มต้นด้วยนำของเส้นไหว้มาขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา และขอขมาผึ้งหลวงในการขอเก็บผลผลิตครั้งนี้ไปใช้ประโยชน์

L1007352

L1007385

พระเอกคนเก่งของพวกเราวันนี้ ผู้ที่ชำนาญเรื่องการเก็บน้ำผึ้งกำลังเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้เพื่อปืนขึ้นต้นตะเคียนที่สูงราว 20 เมตร และต่อสู้กับหมู่หมวลผึ้งนับร้อยๆ ตัว

L1007382

ภมร คือแมลงที่มีลักษณะคล้ายผึ้ง แต่ตัวจะเล็กกว่าและไม่มีเหล็กใน

L1007343

L1007339

ซึ่งผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งป่าที่ได้มาในแต่ละปี ก็จะทำการเอาไปจำหน่ายบางส่วน บางส่วนแบ่งปันให้คนในชุมชนได้ทานเป็นยา และรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมด นำไปเข้ากองทุนเพื่อใช้ฟื้นฟูป่าแห่งนี้ต่อไปนับได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจาก คนดูแลป่า ป่าดูแลผึ้ง และผึ้งก็ให้รายได้ไปดูแลป่าคืนกลับเป็นวงจรเกื้อกูลแบบนี้ต่อไป นี่คือตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากป่าแบบยั่งยืนของชุมชนเล็กๆ ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

เมื่อเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว พวกเราก็เริ่มจุดควันกันและส่งไปใจกับพี่(ชื่อพี่ที่เก็บน้ำผึ้ง)
ทุกก้าวปีนป่ายไปด้วยความชำนาญและคล่องแคล่ว ไม่นานพี่เค้าก็พาตัวเองขึ้นไปถึงรังผึ้งหลวงรังแรก
ควันสีขาวพวยพุ่งอยู่บนยอดไม้ เสียงหึ่งๆ กระจายมาพร้อมผึ้งหลวงมากมายที่แตกรังบินปกคลุมไปทั่ว
พวกเราที่คอยมองจากด้านล่างต่างมานั่งรมควันจนตัวอาบไปด้วยกลิ่นไหม้ แต่อย่างนั้นทุกคนก็ต่างยินดีเพื่อแลกกับการที่ผึ้งจะไม่ยิงเหล็กในเข้าใส่

L1007375

เรานั่งกันอยู่ตรงนั้นอยู่ร่วม 4 ชั่วโมง แสบหูแสบตา แต่ก็ไม่วายแหงนมองและให้กำลังใจไปให้พี่ที่ปีนขึ้นไปเก็บน้ำผึ้งบนต้นตะเคียนยักษ์อีกทั้งยังปีนตัวเปล่า เวลาผ่านไปน้ำผึ้งถูกลำเรียงลงมาให้คนข้างล่างได้ช่ืนใจ ชื่นคอ สำหรับพวกเราแล้วนี่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้มลองกินน้ำผึ้งสดๆ ตรงจากรังแบบนี้

L1007402


สีของรังและรสชาติของน้ำผึ้ง ทั้งอร่อยและสวยงามเกินจะบรรยาย หยดสีทองอร่ามบริสุทธิ์เพียงน้อยเดียวก็หวานชุ่มไปทั้งคอ แม้เราจะได้กินน้ำผึ้งอยู่เป็นประจำ แต่การได้ลิ้มลองรสชาติที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาจริงๆ สดๆ ก็เป็นเรื่องตื่นเต้นไม่น้อย

L1007400

ผึ้ง สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่น่าทึ่งและประทับใจ ที่หลายคนอาจมองข้ามหรือลืมนึกไปว่าผึ้งนั้นคือตัวการสำคัญที่ทำให้ป่าเกิดความสมบูรณ์และสมดุล  ผึ้งคือนักเพาะปลูกป่าที่เก่งอันดับหนึ่งเค้าจะช่วยผสมเกสร ขยายพันธุ์ไม้ต่างๆ และแน่นอนว่าธรรมชาติไม่เคยลืมเรื่องการสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม รังผึ้งคือผลงานศิลปะและสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมที่มนุษย์เองยังเอามาลอกเลียนแบบ

L1007392

L1007401

L1007409

ทั้งหมดคือการเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์จากผืนป่าแบบยั่งยืนของชุมชนเล็กๆ ที่นี่
อย่างที่เราบอกไว้ว่าวิธีการเก็บน้ำผึ้ง การไล่ผึ้งของชาวบ้านที่นี่ที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติหรือทำลายสมดุลของป่าให้เสียหาย หยิบยืมมาเท่าที่จำเป็นพึ่งพาอาศัยกันเพราะถือว่าป่าคือบ้าน คือแหล่งที่มา ต้นกำเนิดของวิถีชีวิตที่ดี เป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแบบมีคุณภาพและยั่งยืนจริงๆ

5D0090F0-F1EE-44E5-BB27-B35DD7954F27

5799D559-D521-49D6-9275-83F4E7DDCA5E

น้ำผึ้งที่เราได้มาเปรียบเป็นผลผลิตแสนพิเศษ เต็มไปด้วยคุณค่าที่ธรรมชาติมอบให้แก่มนุษยเราไว้เติมความหอมอร่อย น้ำผึ้งทุกหยด รังทุกส่วนไม่มีการเหลือทิ้งแต่ละส่วนถูกแยกนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ทั้งปรุงรส ไปจนถึงใช้เป็นยารักษาโรคที่ช่วยชีวิตมนุษย์มานานหลายพันปีมาแล้ว

โดยธรรมชาติผึ้งหลวงจะบินสูง และเลือกที่ทำรังสูง เกสรดอกไม้ส่วนใหญ่ที่เอามาทำน้ำหวานที่อยู่ในระดับเดียวกันก็เลยมีฤทธิ์เป็นสมุนไพรไปในตัว และน้ำผึ้งหลวงแต่ละรังก็มีรสชาติ สี สรรพคุณไม่เหมือนกัน
เพราะแต่ละบริเวณของป่าที่ผึ้งทำรังก็โอบล้อมด้วยพืชพรรณที่แตกต่างกันไป น้ำผึ้งที่ได้ในแต่ละปีจึงกลายเป็นเหมือนสื่อที่บอกเล่าเรื่องราวของป่าที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆ ด้วย

L1007361

IMG_1333

เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจของวันนี้ พวกเราก็ช่วยกันเคลื่อนย้ายรังผึ้งที่เก็บมาได้ มาคัดกรองในกระบวนการต่อไป พี่มล พาอุ่ยคำมาสอนพวกเราเพื่อเรียนรู้วิธีการแยกน้ำผึ้งออกจากรัง วิธีการคั้นและกรองเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่สะอาด บริสุทธิ์ ส่วนกากที่เหลือก็นำมาต้มทำแวกซ์หรือขี้ผึ้งนั่นเอง ในอดีตคนโบราณจะนำขี้ผึ้งมาทำเป็นเทียนไขหรือใช้ทาผิว ทาปากในฤดูหนาว ซึ่งต่อจากนี้พวกเราเองก็จะเอาขี้ผึ้งที่ได้มาทดลองทำเครื่องสำอางใช้กันสนุกๆ จากสีที่ได้จากธรรมชาติด้วย

L1007412

D5AEB07B-203E-48CF-8460-67865A02C034.jpg

IMG_1347

เมื่อแยกน้ำผึ้งออกจนเหลือแต่กาก แล้วนำมาต้มและกรองออกมาจนได้เป็นก้อนขี้ผึ้งสีขาวนวลแบบนี้

ภารกิจของวันแรกได้จบลงอย่างสวยงามพร้อมกับทุกคนได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น ความเขอะเขินที่มีในทีแรกจางหายไป และเข้ามาแทนที่ด้วยบทสนทนาสนุกๆ มากมาย ลมเย็นจากของยอดดอยพัดลงมาสู่พวกเรา
ที่นั่งเล่นกันที่ชานระเบียงบ้าน มีภาพเงาของดอยหลวงเชียงดาวเป็นที่พักสายตา
ก่อนบอกลากันเข้านอน พวกเรานัดแนะกันตื่นแต่เช้าเพื่อไปเดินเล่นที่ตลาดซื้อกับข้าวมาทำอาหารเช้าให้ทุกคนทานกัน รับบทเชฟโดยอีฟ หยก และพี่ป๋อง


S__8167531

วันที่สองเราตื่นกันแต่เช้าตรู่เพื่อมาเดินจ่ายตลาด ความน่ารักเล็กๆ ของคนเชียงดาวคือการทักทาย เวลาเราเดินผ่านแผงหน้าร้านด้วยคำนิ่มๆ ว่า “วันนี้ทานอะไรดีเจ้า” “ซื้อผักอะไรดีเจ้า”
เราแยกย้ายกันไปซื้อวัตถุดิบที่ต้องใช้ เมนูวันนี้ของพวกเราคือ วุ่นเส้นผักกาดดองผัดไข่ ผัดกระเพาไก่ ซุปไก่ และเนื้อตุ๋นยาจีน เรากันแค่เดินปราดเดียวก็บอกได้เลยว่า การใช้ชีวิตของคนที่นี่คือ คำว่าพออยู่ พอกิน เราซื้อของในราคาเกษตรกร ไม่เอาเปรียบแถมให้เพิ่มด้วยซ้ำ พ่อค้าแม่ค้ามีความสุขที่ได้ส่งต่อผลผลิตไปสู่คนกิน

S__8167534

S__8167533

000040

หลังจากมื้อเช้าแสนอร่อย วันนี้เป็นอีกวันที่เราได้เรียนรู้ในห้องเรียนธรรมชาติผู้สร้างและผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกอย่างเกิดมาด้วยความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกัน ไม่มีถูกหรือผิดแต่สอนให้เราเรียนรู้ความเป็นไป เป็นอยู่ สังเกตุรายละเอียด มองเห็นความงามแม้ในก้อนดิน ก้อนหินที่บางครั้งคนเราตีราคาว่าไร้ค่า

5DB9493C-8C95-4588-895F-5AF9FFC8F888

เราเดินกันจาก มาลาดาราดาษไปยังหน้าผาหิน อีกที่ที่รวมหินสีโทนสวยของเชียงดาวเอาไว้

09EA82FA-BAB0-43D4-B3AC-AC08DCAFB8AA

พี่โอ๊คเล่าให้พวกเราฟังถึงที่มาของหินตะกอนหรือหินชั้น (Sedimentary rock) คือ หินซึ่งเกิดจากการสะสมของตะกอนอย่าง ก้อนกรวด เม็ดทราย ซากพืชและสัตว์ที่ถูกพัดพาไปโดย น้ำ ลม หรือธารน้ำแข็ง แล้วทับถมกันเป็นเวลานานจนจับตัวกันแข็งกลายเป็นหิน ขั้นของและสีของหินตะกอนสามารถบอก อายุ เรื่องราวของการกำเนิดหรือสภาพแวดล้อมในอดีตได้ว่าแถบนั้นเคยเป็นป่าเขาหรือท้องทะเลมาก่อน อีกหนึ่งทางที่เราสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์โลกจากก้อนหินก้อนเล็กๆ ได้ ส่วนมากเราสามารถพบเจอหินตะกอนได้ตามภูเขา ลำน้ำ หรือชายทะเล วิธีดูง่ายๆ เบื้องต้นก็แค่มองหาก้อนที่เนื้ออ่อน และลองขูดกับหินเนื้อแข็งดู ถ้าขูดแล้วได้สีออกมาง่ายดายก็เป็นว่าใช้ได้

1717AA02-FA79-4800-96FE-B6CDB7BEF19E

IMG_1522

Processed with VSCO with c8 preset

Processed with VSCO with c8 preset

เรานำหินตะกอนที่สีสวยๆ และมีเนื้ออ่อนพอที่จะมาขูด มาบดได้ โทนสีที่เราเก็บมากันได้มีทั้ง สีเหลือง แดง ส้ม ฟ้าและเขียวตุ่นๆ เป็นสีเฉดเอิร์ทโทนของจริง เรานำหินที่ได้มาตำจนแตกเป็นผง และร่อนในตะแกรงให้เหลือส่วนที่ละเอียดที่สุด จากนั้นก็หยดน้ำเล็กน้อยแล้วใช้แท่นแก้วบดสีกับแท่นหินแกรนิต จนได้เป็น Pigment สีเนื้อเนียนละเอียด วิธีการนี้คือวิธีการเดียวกันกับที่ศิลปินทั่วโลกต่างใช้เพื่อเขียนรูป วาดผนังมาแล้วนับหลายพันปีและในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่

บนโลกของเราเต็มไปด้วยสีสันสวยๆ ที่ได้จากหินและแร่มีมากมาย หินต่างที่ก็ให้โทนสีที่ต่างกัน

A5AE1CE5-C86D-486F-A9C0-0E81CB978716

เนื้อสีละเอียดที่ได้แล้ว เราสามารถนำมาเป็นสีสำหรับวาดลงบนกระดาษ หรือจะเอามาแต่งหน้าก็ยังได้ พวกเราเลยทดลองทำเมคอัพแฮนเมคเล็กๆ กันขึ้นมาโดยนำขี้ผึ้งที่เก็บมาได้เมื่อวาน มาผสมกับสีของพี่โอ๊ค โดยมีพี่แพรรี่พายเป็นคนแต่งแต้มให้

ART_3619

S__8167529

ความสวยของสีที่มาจากธรรมชาติ คือมันไม่ว่าจะโทนไหนก็กับผิวของเราได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ

59126CEE-535F-47E3-A1B0-ED7B5A9A35DF

IMG_1255

S__8167530

Processed with RNI Films. Preset 'Technicolor 2 HC'

ธรรมชาติคือแม่และครูที่ยิ่งใหญ่ คือผู้สรรค์สร้าง ทุกสิ่งที่ปรากฎขึ้นบนโลกของเราตั้งอยู่บนสมดุลอันละเอียดอ่อน ทุกอย่างเชื่อมต่อสัมพันธ์กันเป็นวงจรชีวิต เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักและเคารพสมดุลนั้นๆ
เพราะป่าเขา แม่น้ำ มหาสมุทร ทุกอย่างไม่ได้เป็นเพียงของคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือขุมสมบัติที่มีค่ายิ่งของพวกเราทุกคน ช่วยกันดูแลคนละนิดละน้อย เพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่ไปอีกยาวนาน

ที่เชียงดาว พี่มล พี่โอ๊ค พี่โรสและชาวบ้านคือตัวอย่างที่สอนพวกเราให้รู้จักคำว่าสมดุลนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ป่าซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตและปัจจัยสี่ พวกเราดำรงอยู่ได้ด้วยการยืมผลพวงประโยชน์จากธรรมชาติอย่างไร ก็ต้องไม่ลืมที่จะดูแลทดแทนกลับไปด้วยอย่างนั้น ดูแลรักษา รับผิดชอบให้เกิดเป็นสมดุลที่อยู่กันอย่างเกื้อกูลเป็นวงจรที่ยั่งยืน

ขอบคุณพี่มล พี่โอ๊ค พี่โรส พี่แพร พี่มิ้น น้องๆ แก๊งค์ถิ่นนิยมและทีมเชียงดาวทุกคนที่ได้มาเจอกัน และให้โอกาสหยกกับอีฟได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย แม้จะเป็นช่วงเวลาสองวันสั้นๆ แต่ทุกนาทีอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์คุณภาพ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทุกคนคือต้นแบบของความทุ่มเท และจริงใจที่แท้จริง

เราสองคนจะรีบกลับไปอีกเร็วๆ นี้
ภารกิจต่อไปจะเป็นยังไง ถ้าใครอยากรู้รอติดตามได้เลย

Love,
Mars

 

SCOTLAND Edinburgh  Glasgow & North Berwick

SCOTLAND

Edinburgh  Glasgow & North Berwick

การเดินทางสั้นๆ ที่เปรียบเหมือนรางวัลชิ้นใหญ่ของเราสองคน
เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่ว่าอยากไปเที่ยวด้วยกัน เราทั้งคู่วางหมุดไว้ที่ประเทศอังกฤษ
โดยใช้เวลาคิดไม่นาน เพราะเป็นที่ที่เราทั้งสองคนเคยมาใช้ชีวิตอยู่ และก็ต่างหลงรักในสเน่ห์บางอย่างของที่นี่เหมือนกัน แล้วยิ่งเป็นโอกาสได้เที่ยวกับเพื่อนสนิท ใครบ้างจะไม่อยาก
แต่ครั้นจะอยู่แค่ที่เมืองหลวงอย่างเดียวก็คงจะล้นเกินไป พวกเราเลยจองตั๋วรถไฟเพื่อนั่งไปสกอตแลนด์ ดินแดนทางตอนเหนือของอังกฤษ ประเทศอันงดงามรายล้อมไปด้วยภูเขาอันกว้างใหญ่ ทะเลสาปและยังติดชายฝั่งทะเลอีกด้วย เราวางแผนใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน 4 คืน ไปกับสามเมืองคือ Edinburgh, Glasgow และ North Berwick

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้ามืด จัดอาหารเช้าและกลางวันที่เตรียมไว้สำหรับทานระหว่างทางใส่ลงในกระเป๋า มุ่งหน้าไปขึ้นรถไฟที่สถานี King Cross เมื่อจัดการปริ้นท์ตั๋วเสร็จ ก็มายืนรอหน้าตารางเวลาที่จะคอยบอกว่าเราต้องขึ้น Platform ไหน ภาพที่ทุกคนต่างยืนจดจ่อไปบนจอภาพเพื่อรอว่าขบวนไหนที่จะต้องขึ้นเป็นภาพที่ชินตาเมื่อได้มาอยู่ลอนดอน ก่อนรถออก 15 นาที ชานชลาของเราก็ปรากฏบนหน้าจอ เราก้าวขึ้นรถไฟได้ทันเวลา เมื่อหาที่นั่งเจอก็เป็นเวลาที่รถไฟออกตัวจากลอนดอนและมุ่งสู่เมืองหลวงของสกอตแลนด์พอดี

เมื่อรถไฟจากลอนดอนหยุดที่สถานี Princes Stree เราเดินออกจากสถานีพร้อมมองหาถนน
ที่จะพาเราไปยังปราสาท Edinburgh Castle สถานที่ที่เราสองคนหมายใจจะได้มาเห็นกันอีกครั้ง เราทั้งคู่เคยมาที่นี่กันมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ต่างคนต่างมาและคนละช่วงเวลา ซึ่งเวลาในตอนนั้นแทบไม่เพียงพอกับที่เราสองคนตั้งใจไว้ การกลับมาครั้งนี้จึงเหมือนเป็นความสมหวังเล็กๆ ของพวกเรา

Processed with VSCO with j2 preset

000074

If you miss the train I’m on
You will know that I am gone
You can hear the whistle blow
A hundred miles
A hundred miles
A hundred miles
A hundred miles

Edinburgh Castle,
Old Street

IMG_3298

Edinburgh เปรียบเหมือนสถานที่แห่งมนต์สเน่ห์น่าค้นหา นอกจากความสวยงามทางธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้างตามประวัติศาสตร์ ก็คือผู้คนที่ทำให้ทุกอย่างมีชีวิตชีวา คนที่นี่อบอุ่น ใจดีและจริงใจ คอยส่งยิ้ม เอ่ยปากทักทายกันเพียงแค่เดินผ่าน
ซ้ำเค้ายังจะกระตือรือร้นในช่วยเหลือเราเอามากๆ เมื่อเราร้องขอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการถามทาง หรือขึ้นรถเมย์แล้วต้องสถานีไหน ถ้ามันไม่ไกลก็ถึงกับเดินมาส่งเราจนถึงที่หมายเลย แม้เราจะใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงสองวันแต่ความน่ารักเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เราประทับอกประทับใจเหลือล้นแล้ว

L1005792

000055

หลังจากเก็บของและสัมภาระเรียบร้อย เราจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ครึ่งวันเดินเล่นรอบๆ ปราสาทและย่านเมืองเก่า ถ้าให้บรรยายบรรยากาศของที่นี่ว่าเป็นยังไง เราคงเลือกใช้คำว่าเป็นอะไรที่กลางๆ หมายถึงทุกอย่างดำเนินไปแบบสบายๆ ไม่ช้าเกินไปและไม่รีบจนเกินงาม

000055 2

000040

เดินจากป้ายรถเมย์ที่เราลงมาไม่นาน เราก็มองเห็นปราสาทที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใจกลางเมือง Edinburghมันดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน หินก้อนสีน้ำตามถูกเรียงรายเป็นแนวกำแพง ทอดยาวไปถึงด้านบน บรรยากาศยังคงครุกรุ่นราวกับหลุดไปในนิยายในสมัยโบราณ ผู้คนเดินเล่นอย่างเนิบช้าและมีรอยยิ้มติดอยู่บนหน้าเสมอ

L1005804

000038

000043

000042

เราเลือกเดินอ้อมมาจากด้านหลัง ทำให้ผ่านสวนสาธารณะที่สวยงาม แต่ทางค่อนข้างลาดชันและลมแรงปราสาทแห่งนี้ยังได้รับการเลื่องลือว่าเป็นปราสาทเก่าที่งดงามมากที่สุดอีกที่หนึ่งอาจด้วยเพราะเป็นต้นแบบของ Hogwart School โรงเรียนพ่อมดแม่มดชื่อดังจากหนัง Harry Potter จึงทำให้เป็นปราสาทกลายเป็นที่นิยมและบวกกับความงดงามจนทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมอย่างมากมาย

เราเดินจนถึงตัวปราสาทแต่ก็ต้องเสียดายเมื่อมันถึงเวลาปิดเป็นทีเรียบร้อย แต่ก็ไม่เป็นไร เราดูวิวจากด้านนอกก็สวยเพียงพอแล้ว ด้านหน้าปราสาทคือ Old Street ถนนสายหลักชื่อดังที่ใครหลายคนต้องมาเดินเพื่อสัมผัสบรรยากาศตลาดแบบในยุคโบราณ แม้วันนี้จะเปลี่ยนไปมากมายเพราะสิ่งของที่วางขายมักจะเป็นจำพวกของฝาก เราเดินแวะอยู่หลายร้านเพื่อเลือกโปสการ์ดใบที่สวยงามที่สุด โดยหวังว่าจะส่งกลับไปให้คนที่อยู่ที่ไทยได้รับรู้ว่าที่นี่สวยงามมากเพียงไหน และไม่ลืมที่จะซื้อ Shot Bread ที่ยังคงอร่อยเหมือนเดิมของที่นี่มากินเล่นไปด้วย

ระหว่างทาง สายตาเราสะดุดเข้ากับคุณลุงผู้ซึ่งนั่งขายภาพวาดสีน้ำอยู่ริมถนน วางเรียงรายอยู่ในกะบะไม้ทั้งภาพสีและขาวดำ ส่วนมากเป็นภาพทิวทัศน์ของเมือง Edinburgh แอบปะปนกับภาพดอกไม้นิดหน่อย รอยยิ้มเชื้อเชิญให้เราขยับๆ เข้าไปดูใกล้ๆ คุณลุงจะมีโต๊ะเล็กๆ ที่พกพาได้ไว้คอยนั่งวาดรูปพวกนี้ เราจึงช่วยอุดหนุนภาพเขียนมาสองใบและขอถ่ายรูปเก็บเอาไว้สักหน่อย

L1006486

000047

000054 2

หลังจากเดินลงมาไม่กี่ช่วงตึก เราก็ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วๆ มาแต่ไกล ชายวัยกลางคนในชุดประจำชาติสกอตแลนด์ กำลังยืนเป่าปี่สกอตอยู่ ดนตรีที่ถูกเล่นออกมามันเข้ากันได้ดีมากๆ กับบรรยากาศห้าโมงเย็นกลางย่านเมืองเก่าแบบนี้ เรายืนฟังอยู่สักพัก และหย่อนเงินจำนวนหนึ่งเป็นน้ำใจเล็กๆ ให้กับคุณน้า สำหรับคนที่นี่ เมื่อเราเพลินเพลิดกับการแสดง หรืออยากถ่ายรูป การควักกระเป๋าหยิบออกมาสักเหรียญสองเหรียญนั้นถือเป็นมารยาทมากๆ มันไม่ได้มากมายแต่เป็นเหมือนกำลังใจน้อยๆให้กับคนอย่างคุณน้าคนนี้ เพราะอย่างน้อยความสามารถของพวกเค้าก็ช่วยเพิ่มสีสันและบรรยากาศให้น่าจรรโลงใจไม่น้อย

เราเดินเล่นออกตามตรอกซอยต่างๆ ที่พาเราไปโผล่หน้าร้านนั่นทีนี่ที แวะซื้อสแตมป์ เดินกินขนม
ส่งโปสการ์ดใบแรกจาก Edinburgh ถ่ายรูป เล่นกับหมาคนอื่น ฮ่าๆ

L1006493

L1005809

จนเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว พวกเราเลยตัดสินใจหาร้านนั่งพักและทานมื้อเย็นกันในย่านเมืองเก่ากันนี่แหละ ร้านอาหารมีให้เลือกมากมายเรียงรายกันเต็มไปหมด และสำหรับพวกเรานั้นเลือกจากการสุ่มเดาล้วนๆ ร้านแรกของเราคือ THE MITRE ร้านอาหารกึ่งบาร์สไตล์ไอริช เราสั่งคนละอย่าง ที่ portion ไม่ใหญ่มาก เผื่อเอาไว้ว่าจะได้ลองแวะหลายๆ ร้านดู

000049

L1006511

ผู้คนถทยอยเดินเข้ามาในร้านกันอย่างต่อเนื่อง สั่งอาหารที่บาร์เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะพร้อมเครื่องดื่มคนละแก้วหลายคนมาเป็นคู่ มากับเพื่อน บางคนมาคนเดียวและได้เพื่อนใหม่กลับไปจากที่นี่เราเดินออกจากร้านเพื่อขึ้นรถเมย์กลับที่พัก พร้อมกับวันแรกที่ Edinburgh ของพวกเราจบลงแบบสวยงาม


Royal Botanic Garden Edinburgh

สวนพฤษศาสตร์ในเมือง Edinburgh หลายคนคงได้ยินชื่อเสียงของความสวยงามของปราสาทในเมือง Edinburgh แต่ว่าจากตัวปราสาทแล้ว ยังมีอีกสถานที่ที่สวยไม่แพ้กัน และเราอยากแนะนำให้มาหากใครมีโอกาสได้มาที่นี่

L1006597

000041

000040

Royal Botanic Garden คือสวนขนาดใหญ่ ที่ไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจหรือใช้เพื่อหาความรู้เกี่ยวกับพืชนานาพันธุ์ก็ได้ เมื่อก้าวเข้ามาเราก็จะเจอกับต้นไม้น้อยใหญ่ บางก็รูปทรงแปลกตาเต็มไปหมด เรารู้สึกได้ถึงความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่ก็ช่วยให้เราผ่อนคลายมากทีเดียว

L1006571

เข้าสู่ช่วง Spring แล้วเหล่าดอก daffodil พร้อมใจกันบานอวดโฉมก่อนใครเพื่อนเลย

L1006572

000002

ที่สวนนี้คนไม่ได้พลุกพล่านมากนัก เราเจอเพียงคุณลุง คุณป้าที่มาเดินเล่นให้อาหารกระรอก
และคู่รักไม่กี่คู่เท่านั้น

L1006581

L1006592

เราเดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็เจอกับเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่ไว้เป็นแหล่งเพาะปลูกต้นกล้า พืชและไม้ดอกมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่พืชเขตหนาว ร้อนชื้น หรือทะเลทราย โครงสร้างของที่นี่สวยมากจนเราตกหลุมรักเข้าแต่แรกเห็นเลย

L1006603

000042
ซึ่งภายในเรือนกระจกแบ่งออกเป็นหลายโซน แบ่งออกตามอุณหภูมิห้องที่ทอดยาวออกไปอีกหลายห้องแยกออกไปอีกประมาณ 6 – 7 โซนด้วยกัน เราใช้เวลากันอย่างละเมียด ค่อยๆ เดินเวียนผ่านแต่ละห้อง เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนหน้าตาของพืชพันธุ์ก็เปลี่ยนตามกันไป มีหลายต้นจากเขตบ้านเราที่เห็นกันคุ้นเคยด้วย 5DC28C2E-5DCD-47BB-8AC2-6A0FFAFE6561

จากสวนป่าดิบชื้นกลายเป็นสวนกระบองเพชรที่แห้งแล้ง ทั้งหมดเป็นการจัดการพื้นที่ของสวนแห่งนี้ได้ดีและสวยงามไปด้วย เรามองดูเวลาก็เกือบเป็นเวลาที่เรือนกระจกใกล้จะปิดลง จึงก้าวออกจากเรือนกระจกอันแสนอบอ้าวมาเจออากาศที่มีอุณภูมิ 8 องศาด้านนอก ที่ทำให้เรารู้สึกสดชื่นไม่เบา

L1006620

เรายังคงหันหลังไปถ่ายรูปเรือนกระจกเรือนนั้น พร้อมกับเดินอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อได้พบกับสวนอีกแห่งหนึ่งแต่ดูท่าทีแล้วว่าจะต้องเดินอีกไกล เราสองคนจึงตัดสินใจหาทางกลับเข้าไปที่เมืองอีกรอบ

และของแถมระหว่างทางคือความน่ารักจาก Pete และ Pablo พวกเรากำลังเดินผ่านสวนเล็กๆ แห่งหนึ่งและเหลือบไปเห็นหมาพันธุ์ French Bulldog ที่กำลังคาบท่อนไม้
ขนาดใหญ่กว่าตัวถึงสามเท่า เรายืนหัวเราะในความน่าเอ็นดูของเจ้าหมาพร้อมกับเชียร์ให้คาบไม้ให้ได้ จน Pete เจ้าของที่ยืนอยู่กวักมือเรียกพวกเราให้เข้าไปเล่นใกล้ๆ ได้ เราพุ่งตัวไปโดยไม่คิดเลย Pete แนะนำเจ้าหมาพลังเยอะว่าชื่อ Pablo และจากนั้นก็เกิดเป็นบทสนทนาสั้นๆ ขึ้น Pete ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน เค้าเคยมาเมืองไทยเมื่อหลายมาแล้ว และชอบอาหารไทยเอามากๆ เราจึงชวนเค้ากลับไปอีก เมื่อถึงเวลาบอกลาเพื่อให้ Pete และ Pablo ได้เล่นสนุกกันต่อเราเลยขอถ่ายรูปพวกเค้าเก็บไว้ 🙂

000043

L1006622

เราเดินเล่น ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แถวในเมืองกันอีกสักพัก ของฝากเล็กๆ ที่เราบังเอิญเดินไปเจอระหว่างทางอีกครั้งคือร้านขายเครื่องเขียน และบรรยากาศที่เราหลงรักของ Edinburgh

L1006535

000059

L1006540

000057

ก่อนจบวันสุดท้ายที่ Edinburgh ลงไปด้วยความสุขอย่างเต็มเปี่ยม ครั้งนี้เราได้ทั้งอิ่มเอมใจ ภาพสวยและเพื่อนใหม่เล็กๆ ติดกลับมาซึ่งมันคงทำให้เราคงได้คิดถึงที่นี่บ่อยๆ และยังหวังว่าจะได้กลับมา Edinburgh อีกในฤดูกาลอื่น


North Berwick

เมืองเล็กๆ อันแสนสงบ ติดชายทะเลของประเทศสกอตแลนด์
เราก้าวลงจากรถไฟ โดยไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนก่อนดี เราเลยตัดสินใจเดินลงไปตามตรอกที่ทอดยาวไปข้างหน้า เมื่อพ้นเนินเล็กๆ ภาพชายหาด และทะเลก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าเรา สนามหญ้ากว้างๆ ขนาบไปกับริมฝั่งมีเก้าอี้ และม้านั่งวางกระจายเพื่อให้ผู้คนมานั่งเล่น และพักผ่อนหย่อนใจ เรามาถึงเป็นเวลาใกล้เที่ยงคนที่นี่ต่างพาน้องหมาออกมาเดินเล่นริมทะเลกัน เรานั่งมองเจ้าหมาวิ่งไล่ลูกบอล สู้กับลมทะเลอย่างสนุกสนาน

IMG_3296

000057

000049

000050

There’s gold in them hills 
There’s gold in them hills 
So don’t lose heart 
Give the day a chance to start

เรานั่งกันอยู่ได้เพียงครู่เดียวเราก็ย้ายตัวกันไปหาอาหารกลางวันรองท้องสักหน่อย เพราะลมที่เย็นแรงขึ้นพัดมาไม่หยุดหย่อน เราเดินเข้ามาตามแนวช่วงตึก และก็สะดุดเข้าไปกับร้าน Tea at Tiffanys ที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าร้านอื่นๆ นอกจากอาหารอร่อย ลุงเจ้าของร้านน่ารักและใจดี ชวนพวกเราคุยไม่หยุดว่าอะไรที่พาให้พวกเรามาเที่ยวที่นี่ได้ เพราะ North Berwick เป็นเมืองเล็กๆ ไร้ซึ่งความวุ่นวายใดๆ ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนนิยมเหมือนกับ Edinburgh หรือ Glasgow เราเลยบอกว่าเราตามมาจากรูปจากคนช่างภาพคนหนึ่งใน Instragam เป็นรูปท่าเรือของที่นี่ซึ่งพวกเราไม่รู้ว่าด้วยซ้ำว่ามันอยู่ตรงไหน และเปิดให้คุณลุงดู ด้วยความโชคดีคุณลุงบอกว่าท่าเรือห่างจากร้านของเค้า ไปอีกแค่สองนาทีเท่านั้นเอง คุณลุงแนะนำเส้นทางให้เราลองไปเดินเล่น และให้เราฝากกระเป๋าไว้ที่ร้านได้ ซึ่งเป็นอะไรที่ประทับใจเราทั้งคู่มากๆ

L1006632

000055

L1006644

เราเดินลัดถนนมาตามทางที่คุณลุงบอก บ้านเรือนสองข้างทางคุมโทนด้วยเฉดสีพาสเทลน่ารัก ตามประตูหน้าต่างจะแขวนโมบายเปลือกหอย หรือเชือกถักเป็นสมอเรือ

000053

000054

L1006646

และไม่นานเราก็ได้เจอกับท่าเรือที่เราสองคนตามหา แต่วันนี้ฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เพราะเราถ่ายรูปเดินเล่นได้ไม่นาน หยดน้ำเล็กๆ ก็ร่วงลงมา เรารีบก้าวเท้าเดินเพื่อกลับไปที่ร้าน แต่ฝนไม่มีท่าจะเบาลงซ้ำยังดูจะหนักขึ้น เราจึงเลี้ยวเข้าร้านหนังสือเก่าที่ใกล้ที่สุด และได้โปสการ์ดติดมือมาสองสามใบระหว่างรอฝนซา

L1006650

L1006655

L1006661

กลุ่มเมฆฝนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เมืองอย่างรวดเร็ว อากาศเย็นขึ้นจากเดิมนิดหน่อย หลังฝนหยุดตก กลับมาที่ร้าน Tea at Tiffanys เพื่อเอากระเป๋า และบอกลาคุณลุงเจ้าของร้าน ก่อนกลับเราจึงแนะนำว่าให้เค้าลองไปเที่ยวที่ประเทศไทยดูบ้าง คุณลุงตอบตกลง พร้อมยังเล่าว่าครั้งสุดท้ายที่ได้มาแถบเอเชียก็คือประเทศสิงคโปร์ เมื่อ 30 ปีที่แล้วทั้งยังเดินทางด้วยเรือเป็นเวลา 3 เดือน จำได้ว่าประทับใจมาก แต่คุณลุงบอกว่ามันค่อนข้างเลือนลางมากเพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่ พอเล่าจบความน่ารักคือคุณตาคุณยายที่นั่งดื่มชาในร้าน ก็นั่งขำไปตามเรื่องราว บ้างยังพูดแทรกขึ้นมาแบบเบาๆ เมื่อเราถามถึงที่เที่ยวของต่างๆใน Glasgow เมืองถัดไปของพวกเรา พอได้ยินแบบนั้นเลยพลอยทำให้เราได้รู้จักกับอีกหลายโต๊ะในร้านโดยปริยาย

และแน่นอนว่าซ้ายมือสุดของพวกเราคือลุงเจ้าของร้าน Tea at Tiffany ผู้แสนใจดี

และนี่คือรูปที่ระลึกของผู้คนที่น่ารักแห่งเมือง North Berwick ที่เราถ่ายเก็บไว้สำหรับดูเผื่อตอนคิดถึง
เราบอกลาทุกคนในร้าน และจากไปด้วยความดีใจที่ได้เลือกมาเมืองเล็กๆ นี้ สายฝนตกลงมาปรอยๆพัดกลิ่นไอทะเลมาให้เหมือนเป็นคำลาส่งท้ายก่อนพวกเราขึ้นรถไฟและมุ่งหน้าไปที่ Glasgow เมืองสุดท้ายของการเดินทางมา Scotland ของเราสองคน

000070


Glasgow

เมืองสุดท้ายของเราสองคนในทริปสกอตแลนด์ครั้งนี้ Glasgow เป็นอีกเมืองที่เป็นที่นิยมของเหล่านักท่องเที่ยว บรรยากาศของที่นี่แทบไม่ต่างกับ Edinbrugh เลย เพียงแค่คึกคักและมีสีสันกว่านิดหน่อยเท่านั้น

เราพักที่นี่ 2 คืน ใช้เวลาไปอย่างสุรุยสุร่าย ไม่มีแบบแผน มาถึงโดยไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะไปที่ไหน ยังไงบ้าง กะมาถามทางเอาดาบหน้า และเราก็ได้คุณลุง Reception ผู้ใจดีของโรงแรมวางแผนแนะนำทุกอย่างเสร็จสรรพ คุณลุงแนะนำให้เราไปเดินเล่นที่พิพิธภัณฑ์ประจำเมืองชื่อดังอย่าง Kelvingrove Art Gallery and Museum และ Gallery of Modern Art: Glasgow แกลเลอรี่ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงร้านอาหารแบบ Traditional แท้ๆ ประจำเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมให้ไปลองทาน

IMG_3297

L1006705

000076

000074

Kelvingrove Art Gallery and Museum

เราขึ้นรถเมย์จากที่พักมาเพียง 15 นาทีก็มาถึงที่ Kelvingrove Art Gallery and Museum
พิพิธภัณฑ์อันสวยงามแห่งนี้ น่าสนใจและโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบดั่งเดิมของชาว Glasgow ที่นี่มีทั้งส่วนที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ของท้องถิ่นดั่งเดิมของสกอตแลนด์ตั้งแต่ยุคเก่า งานปฎิมากรรมชั้น ส่วน ของแกลเลอรี่ก็มีทั้ง งานปฎิมากรรม และภาพเขียนโดยส่วนมากจะเน้นแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น ที่บอกเล่าเขียนถึงเรื่องราวของสกอตแลนด์ และที่นี่ไม่เก็บค่าเข้า มีเพียงแต่กล่องรับบริจาคตามกำลังของแต่ละคนที่มาเยี่ยมชมงาน

L1006671


IMG_7831 2

L1006694

Vincent Street

ถนนเส้นยาว แหล่งช็อปปิ้งสายหลักใน Glasgow ที่จะเต็มไปด้วยผู้คนเดินควักไคว่กันไปมามากมาย
เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมร้านค้าของแบรนด์ต่างๆ รวมถึงร้านอาหารและตลาดด้วย พวกเราแค่
เดินผ่านถนนเส้นนี้เพื่อไปยัง Gallery of Modern Art : Glasgow ที่อยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก

L1006724

L1006701

L1006700

L1006721

Gallery of Modern Art : Glasgow

แกลเลอรี่ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ด้านในมีหลายชั้นแบ่งงานออกตามยุคสมัยและเทคนิก และที่น่าสนใจก็คือแต่ละงานที่นำมาจากแสดงจะมี คำบรรยายจากนักวิจาร์ณศิลปะคอยเขียนแทรกอยู่ใกล้ๆ อารมณ์เป็นเหมือนไกด์คอยตีความให้เราอีกที และที่ชั้นล่างจะมีคาเฟ่เล็กๆ ที่อยู่ในห้องสมุดอีกด้วย
เช่นกันกับที่ Kelvingrove Museum เราไม่ต้องเสียค่าเข้าชม แต่สามารถช่วยบริจาคลงในกล่องที่เค้าจัดเตรียมไว้ให้ได้

L1006682

เมื่อดูงานเสร็จเราทั้งคู่ก็ไม่มีแพลนจะไปที่ไหนกันต่อ เลยคุยกันว่าจะตามหน้าร้านขายฟิล์ม เพราะที่เตรียมมาใกล้จะหมดกันแล้ว และตอนนั้นเองที่พาเราสองคนมาเจอกับ Jazz Pub ที่น่ารักที่สุดเท่าที่พวกเราเคยได้ไปมา ดนตรีแจ๊สลอดออกมาจากร้านเบาๆ ขณะที่เราสองคนกำลังเดินผ่านเพื่อไปยังร้านขายฟิล์ม เสียงของแซ็กโซโฟนแว่วมาสะกิดหูและความอยากรู้ของพวกเรา กระจกบานใหญ่ถูกปิดผ้าม่านบางๆ เอาไว้ทำให้เรามองไม่เห็นว่าข้างในเป็นยังไง เลยแอบไปส่องจากช่องหน้าต่างเล็กๆ เราเห็นภาพของวงดนตรีแจ๊สกำลังบรรเลงเพลงไปพร้อมกับคุณลุงคุณป้าที่กำลังจับมือเต้นรำกันตามจังหวะ เราสองคนมองหน้ากันโดยไม่ต้องพูดอะไรก็เป็นอันรู้กันว่าจะพลาดร้านนี้ไม่ได้แน่ๆ

เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับชาย หญิงมากมายที่ดูแล้วอายุคงราวๆ เดียวกันกับพ่อแม่พวกอยู่ในชุดสูท
และเดรสสวยทุกคน จนเราเริ่มไม่แน่ใจว่าอาจจะเป็น Private Party รึป่าว และความลังเลมันคงแสดงออกอย่างชัดบนสีหน้าของพวกเรา จนคนที่อยู่ข้างในมองเห็นพวกเค้ายิ้ม กวักมือเรียกพร้อมกับคำว่า Come in, come in! ลักษณะของที่นี่ไม่ได้ต่างจากบาร์ทั่วๆ ไปเลย แต่มันกลับอบอวลไปความอบอุ่น ทุกคนทักทายกันอย่างเป็นมิตร บางคนเหมือนนัดกันมาที่นี่เป็นประจำทุกวันเสาร์อยู่แล้ว

L1006742

000039

หลายคนทักทายและส่งยิ้มให้เราสองคน อารมณ์ว่าอย่าเกร็ง ตามสบายๆ
วงแจ๊สที่เราเห็นเมื่อกี้ลงจากเวทีไปพอดี เราเลยเดินไปสั่งเครื่องดื่มและนั่งรอเผื่อว่าจะมีวงอื่นขึ้นมาเล่นต่อ และไม่ทันไรก็มีคนมาสะกิดที่ข้างหลัง ชายวัยกลางคนในชุดสูทเข้ามาคุยกับเราสองคนพวกเราบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราสองคนมาที่นี่ และมิตรภาพก็เริ่มต้นที่ตรงนั้น คุณลุงบอกว่าเค้าเป็นคนฝรั่งเศส แต่ย้ายมาเล่นดนตรีที่ Glasgow ได้หลายปีมากแล้ว จากนั้นก็ถามไถว่าพวกเรามาจากที่ไหน เมื่อบอกว่ามาจากประเทศไทย เค้าพูดขึ้นมาทันทีว่า “I never been there but It’s a beautiful country” ใช่อย่างนั้น เราบอกว่าถ้ามีโอกาสเค้าควรไปสักครั้ง ที่ไทยเองก็มีผับแจ๊สดีๆ เยอะเหมือนกัน คุณลุงบอกว่าที่นี่เป็นอย่างนี้ทุกวันเสาร์ ทุกคนมานัดเจอกัน มาฟังเพลงดีๆ ออกไปเต้นรำ พร้อมถามพวกเราว่ารู้จัก Frank Sinatra กับ Michael Buble รึป่าว ซึ่งแน่นอนว่าเรารักเพลงของทั้งสองคนนี้มาก
คุณลุงบอกอีก 15 นาที เค้าจะเล่นแต่เพลงของสองคนนี้แหละ อยากลองออกไปเต้นดูด้วยไหม
เรายิ้มน้อยๆ เพราะทั้งคู่ไม่มีใครเต้นเป็นเลย แต่คุณลุงบอกอย่างมั่นใจว่าไม่ต้องห่วง เค้าจะสอนพวกเราเอง

และเมื่อเพลง Somewhere beyond the sea เล่นขึ้น เราสองคนก็ถูกเชิญให้ออกไปอยู่บนฟลอร์
เป็นครั้งแรกของเด็กสองคนที่ไม่เคยเต้นจริงจังมาก่อนในชีวิต แม้จะเก้ๆ กังๆ แต่ทุกคนก็พยายามบอกว่าพวกเราว่าเต้นสวยมาก เก่งมากๆ

เราทั้งคู่ออกไปโลดแล่นบนฟลอร์หลายต่อหลายเพลง เหล่าคุณลุงจะผลัดกันมาขอเราออกไปเป็นคู่เต้นด้วยลุงคนนึงที่เต้นคู่กับอีฟ เป็นชาวเยอรมันแต่เค้ายกให้อีฟเป็นลูกสาวคนโปรดหลังจากเพลงเล่นจบลงเราอิ่มเอมไปกับบรรยากาศและความน่ารักของผู้คนที่นี่ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเปื้อนหน้าเราสองคนตลอดเวลา นี่ถือเป็นคืนสุดท้ายและเป็นคืนที่ดีสุดของเราสองคน พวกเราอยู่กันจนนักร้องลงจากเวที แม้จะไม่อยากบอกลาแต่ก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับที่พักแล้ว

พวกเราเดินไป say good night และขอบคุณทุกคนสำหรับคืนธรรมดาที่พิเศษนี้ และได้รอยยิ้มกับอ้อมกอดกลับมาเป็นคำบอกลาแทน

000054

เราเดินกลับที่พักที่ซึ่งห่างจากผับเพียงไม่ถึง 2 นาที ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะอยู่ใกล้ขนาดนี้ เรามาถึงโรงแรมพร้อมกับเจอลุง reception คนเดิม

: Hi, How was your day?
Did you enjoy Glasgow?

เรายิ้มทั้งคู่พร้อมกับบอกว่า
We in love here…very much,
thank you for your recommend.

: your welcome, good night girls

good night 🙂 เราบอกราตรีสวัสดิ์ และเดินขึ้นลิฟท์ไป

คืนสุดท้ายของเราสองจบลงไปกับอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ ที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวน่ารักเล็กๆ น้อยๆ ที่เราได้เจอ กลับกลายเป็นว่าสำหรับที่นี่ไม่ใช่แค่บ้านเมือง หรือวิวที่สวยงาม แต่เป็นผู้คนที่ใจดี รอยยิ้มที่จริงใจ และความเป็นมิตรที่มีให้กันเอง แถมเผื่อแผ่มาถึงผู้ที่มาเยือนอย่างเราๆ ด้วย

จากนี้หากพูดถึงสกอตแลนด์ขึ้นมาเมื่อไหร่ ภาพที่วนเวียนในหัวของเราคงเป็นคนขับรถเมย์ที่แสนใจเย็นช่วยบอกทางเราอย่างละเอียดเพื่อให้เราไปถึงที่หมาย

Pete ผู้ซึ่งชอบถ่ายรูปและ Pablo เจ้าหมาพลังเยอะ

ชา chamomile อุ่นๆ กับแซนวิชทูน่าของร้าน Tea at Tiffany ที่มีเจ้าร้านของแสนใจดี และแก๊งลูกค้าประจำที่น่ารัก

ลุง Recaption โรงแรมที่เดินไปส่งเราถึงหน้า Tesco แถมคอยแนะนำที่เที่ยวให้เราสองคนในตอนเช้า และบอก good night เมื่อเรากลับมา

เหล่านักเต้น กับบทเพลงของ Frank Sinatra ของพวกเค้า ที่สอนพวกเราให้ได้ออกสเต็ปเป็นครั้งแรก

คิดว่าทุกอย่างจะยังชัดเจนในความทรงจำของเราสอง
ขอบคุณที่เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ผ่านเข้ามาและทำให้ได้คิดถึง
ถ้ามีโอากาสเราคงไม่รอช้าที่จะได้กลับไปเยือนที่นี่อีกครั้งแน่ๆ
และหวังว่าทุกอย่างจะยังเหมือนเดิมอยู่ตรงนั้นมิตรภาพที่สวยงามจากผู้คนที่นั่น
เพลงของ Frank Sinatra ในผับแจ๊สร้านนั้น เพราะถ้าได้กลับไปอีกที เราคงรู้แล้วว่าจะต้องเต้นยังไง

ระหว่างนี้ก็ให้ความคิดถึงทำงานไปก่อนจนกว่าจะพบกันใหม่ 🙂

PLACE OF INSPIRATION ( Museums & Galleries, London)

PLACE OF INSPIRATION

Museums & Galleries in London

IMG_0651

Museum And Gallery, London

อย่างที่เราได้บอกไว้ในบทความที่เขียนในครั้งที่แล้ว ว่าเราอยากขยายความเรื่อง Museum และ Gallery ที่น่าสนใจในลอนดอน เพราะมันมีเยอะมากและแต่ละที่ก็มีความน่าสนใจต่างกันออกไปและลอนดอนก็เป็นเมืองที่มี Museum และ Gallery เข้าฟรีเยอะมากอีกที่หนึ่ง เราสามารถใช้เวลาไปกับที่ต่างๆได้แทบทุกวัน เพราะมักจะมีงานที่หมุนเวียนแปลี่ยนกันเข้ามา หรือบางที่ก็จัดแสดงถาวรให้ชมกันยาวๆ

ส่วนตัวเราทั้งสองคนค่อนข้างเพลิดเพลินกับการเดินเข้าออกมิวเซียมเหล่านี้มาก วันหยุดหรือมีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็จะพุ่งตัวไปทันที ซึ่งการได้ดูงานศิลปะดีๆ เห็นมุมมองของศิลปิน มันเหมือนเป็นการเปิดโลกและวิสัยทัศน์ให้กับเราไม่น้อยเลย วันนี้เราเลยรวบรวมข้อมูลของ Museum และ Gallery ต่างๆ ที่น่าสนใจเอามาไว้ให้ เผื่อใครได้เดินทางไปลอนดอนจะได้แวะไปดูกัน ในครั้งนี้เราได้รวบรวมไว้มากถึง 17 สถานที่ พร้อมโลเคชันและเวลาเปิดปิดอย่างละเอียดด้วยนะ : )

000044 2.jpg

Natural History Museum 

Natural History Museum หรือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมหลักฐานและชิ้นส่วนสำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกที่เก่าแก่หลายล้านปี ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1881 มีจุดเด่นที่โครงกระดูกปลาวาฬ ถูกจัดแสดงลอยอยู่เหนือศรีษะ กลายเป็นสัญลักษณ์ของมิวเซียมไปโดยปริยาย เพราะไม่ว่าใครก็ต้องอยากมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

แต่นอกเหนือจากมุมถ่ายภาพที่สวยงาม มิวเซียมนี้นั้นถือว่าเป็นมิวเซียมที่มีความสำคัญทางด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะภายในพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิทยาศาสตร์ มีการเก็บซากสัตว์และสัตว์สต๊าฟไว้เพื่อการศึกษา และยังแบ่งแยกห้องเป็นสัตว์มีปีก สัวต์บก สัตว์น้ำ ซึ่งเราใช้เวลากับที่นี่ไปหลายรอบมาก เพราะเดินเท่าไรก็ไม่มีวันหมดจริงๆ

ที่นี่ตั้งอยู่ติดกับสถานี South Kensington ลงจากสถานีแล้วสามารถเดินมาไม่ถึง 5 นาทีเราก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้ว และที่นี่ยังอยู่ติดกับ Science Museum อีกด้วย เรียกว่ามาที่เดียวได้เข้าถึงสองพิพิธภัณฑ์เลย

Location : Cromwell Rd, Kensington, London SW7 5BD, UK

Open 10AM-5:50PM 

Free Entrance

L1004543

L1004573

L1004558

L1004612

National Gallery

National Gallery คือหอศิลป์ที่รวบรวมและจัดแสดงผลงานศิลปะจากศิลปินทางฝั่งยุโรปไว้มากมายเป็นอันดับต้นๆ รวมไปจนถึงผลงานของศิลปินระดับโลก อย่าง ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ปาโบล ปีกัสโซ, วินเซนต์ แวน โก๊ะ, โกลด มอแน และอีกนับไม่ถ้วนเลย ภายในการจัดแสดงถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนตามยุคและสมัย ซึ่งภาพเขียนแต่ละภาพจะเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่ศิลปะยุค Middle ages, Renaissance, Rococo, Gothic ไล่ไปจนถึงยุค Impressionism

ที่นี่เป็นที่ที่เรามาบ่อยสุดเลยก็ว่าได้ เพราะว่าการจัดโซนของห้องแต่ละห้องถูกแบ่งออกไปตามยุคสมัย พอได้เดินก็เหมือนได้ท่องไปตามกาลเวลาต่างๆ เริ่มตั้งแต่ยุคสมัยที่เริ่มเขียนภาพเพื่อเผยแพร่ศาสนา ไปจนถึงยุคที่เขียนภาพเพื่อบันทึกเรื่องราว และเขียนภาพเพื่อความจรรโลงใจ

เมื่อเราได้อยู่ที่นี่ก็รู้สึกได้เลยว่าที่อังกฤษ ให้ความสำคัญและจัดการเก็บภาพได้น่าทึ่งมากจริงๆ เพราะการจะเก็บภาพเขียนมากกว่า 3,000 ชิ้น ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและเป็นเหมือนกับมรดกโลกเอาไว้ ณ หอศิลป์แห่งชาติที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย หากใครชื่นชอบเกี่ยวกับศิลปะและภาพเขียน ที่นี่จึงเป็นที่เก็บตัว ได้ใช้เวลาชั้นดีเลยทีเดียวหละ

Location : Trafalgar Square, Charing Cross, London WC2N 5DN, UK

Open : 10AM-6PM

Free Entrance

L1004480

L1004458

L1004452

L1004519

L1004401

20190317_143507


Tate Britain

Tate Britain หอศิลป์ที่รวบรวมผลงานทางศิลปะสไตล์อังกฤษที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่เรามาที่นี่ครั้งแรกเอง ก็ไม่ได้รู้หรือศึกษามาก่อนเลยว่าที่นี่รวบรวมผลงานเกี่ยวกับอะไรบ้าง รู้แค่ว่าน่าจะเป็นหอศิลป์ที่สำคัญที่หนึ่ง ด้วยความที่ไม่คาดหวัง มีแค่อยากมาเพื่อให้รู้ว่าเป็นยังไง แต่พอเรามาถึงเท่านั้นแหละ ก็ต้องยกหัวใจให้กับความสวยงามของที่นี่ตั้งแต่ทางเข้าไปจนห้องต่างๆ ที่ Tate Britain หลักๆ จะรวบรวมผลงานตั้งแต่ศิลปะสมัยยุคกรีก โรมัน มาจนถึงผลงานศิลปะร่วมสมัย ที่แบ่งแยกยุคและห้องให้เห็นได้อย่างชัดเจน

ที่สำคัญตามห้องจัดแสดงภาพเขียน เค้าจะมีขาตั้งพร้อมกระดาษและสีเตรียมเอาไว้ให้คนที่มาเยื่อนได้ลองวาดรูปตามได้ จนกลายเป็นภาพปกติของที่นี่ที่เราจะเห็นผู้คนแวะเวียนกันเข้ามาวาดภาพตามผลงานที่เค้าถูกใจและก็เก็บภาพนั้นกลับไปเป็นที่ระลึก และในส่วนกลางของพิพิธภัณฑ์ก็จะมีนิทรรศการหมุนเวียนผลัดกันมาจัดแสดงทุกสองหรือสามเดือน ด้านชั้นล่างจะมีร้านอาหารและคาเฟ่ให้คนมานั่งเสวนา พักผ่อนกัน ส่วนด้านบนก็จะเป็นห้องสำหรับสมาชิก แต่เราก็สามารถเดินขึ้นไปเพื่อถ่ายภาพลงมาที่บันไดวน ที่เป็นเหมือนเอกลักษณ์เด่นของที่นี่เลยได้ด้วย และที่สำคัญตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม ที่นี่มีจัดนิทรรศการรวมภาพเขียนของแวนโก๊ะที่มากถึง 48 ภาพ รวมไปถึงภาพชื่อดังอย่าง Starry Night ก็ถูกนำมาจัดแสดงที่นี่

Location :  Millbank, Westminster, London SW1P 4RG, UK

Open : 10AM-6PM

Free Entrance

L1001489

L1001484

000063

20190319_131738-2

L1001495


British Museum

British Museum เป็นมิวเซียมที่ตั้งอยู่ใจกลางลอนดอน เรียกได้ว่าเป็น Collection of the World เพราะมิวเซียมแห่งนี้ได้รวบรวมทุกอย่างบนโลกนี้ ตั้งแต่ยุคสมัยล่าอาณานิคม จึงทำให้มิวเซียมแห่งนี้ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนสำคัญทางประวัติศาตร์หลายอย่างด้วยกัน รวมไปถึงมัมมี่และสฟริงซ์ หรือทับหลังนารายณ์อันโด่งดังจากประเทศไทยก็อยู่ที่นี่ด้วย เรามาที่นี่สองครั้งและต้องบอกว่าเลยว่าเดินไม่เคยหมดสักที เพราะมันกว้างใหญ่และเยอะมาก การจัดโซนแสดงผลงานจะถูกแบ่งห้องออกตามที่มาของศิลปะชนิดต่างๆ เช่นตะวันออก อาหรับ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งยุคสมัยเช่นเปอเซียร์ กรีก โรมัน แต่ที่นี่โดดเด่นด้านอาคารหลังคากระจก ทำให้เกิดเป็นเงาจากแสงแดดที่ตกกระทบลงมา และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ และเค้าบอกกันว่าตอน 10 โมงจะเป็นตอนที่แดดสวยที่สุด ถ้าใครไม่รู้ว่าจะไปไหนในลอนดอน ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีที่มาใช้เวลาได้ทั้งวันเหมือนกัน

Location :  Great Russell St, Bloomsbury, London WC1B 3DG, UK

Open : 10AM-5.30PM

Free Entrance

L1007413

L1007133

L1007215

ชายคนนี้เป็นเสมือนผู้ที่รอบรู้เรื่องทุกอย่างบนโลก หากเราสงสัยในของชิ้นไหน เราสามารถหยิบมาถามเค้าได้ เพื่อให้เค้าอธิบายความเป็นมา แต่ต้องอยู่แค่ในชั้นล่างสุดเท่านั้น เค้าจะมีโซนที่ให้เราสามารถหยิบของได้อยู่

L1007495

L1007195


National Portrait Gallery 

National Portrait Gallery  แกลเลอรี่ที่รวบรวมภาพถ่ายและภาพเขียนเสมือนจริงไว้เยอะที่สุดในลอนดอน ที่นี่มีคอนเซปต์ที่ว่าเก็บรวบรวมเฉพาะภาพ portrait อย่างเดียวเท่านั้น และนอกจากนั้นก็ยังมีงานนิทรรศการแสดงผลงานจากช่างภาพชื่อดังที่คอยแวะเวียนกันเข้ามาจัดแสดงอย่างมากมาย อย่าง Martin Parr , Joseph Lawrence เองก็เคยมาจัดนิทรรศการที่นี่อีกด้วย ถือเป็นอีกที่โปรดของเราที่แวะเวียนมาบ่อยๆ เหมือนกันเพราะทฝอยู่ไม่ไกลจาก National Gallery เดินห่างกันเพียง 5 นาทีก็มาถึงแล้ว

Location :   St. Martin’s Pl, Charing Cross, London WC2H 0HE, UK

Open : 10AM-5.30PM

Free Entrance

L1008107

L1008102

IMG_4372


V&A – Victoria and Albert Museum

Victoria and Albert Museum เป็นที่ที่เรามาบ่อยที่สุดเลยเหมือนกัน บ่อยจนเราต้องสมัครเป็นเมมเบอร์ เพราะว่ามันคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับงานที่เราจะได้เข้าชมฟรีตลอดปี ! เพราะที่นี่มีการจัดนิทรรศการที่ดีมากที่นึงในลอนดอน ทั้งจาก Dior หรือแม้กระทั่ง Frida Kahlo ที่ขนเอาทุกอย่างจากแมกซิโกมาจัดที่นี่แบบสมบูรณ์แบบที่สุดเป็นที่แรก และแต่ละงานมักจะบัตรหมดก่อนตลอด เราจึงตัดสินใจสมัครเมมเบอร์ที่นี่ในราคาราวๆ 75 ปอนด์ แต่อย่าพึ่งคิดว่ามันแพงเกินไป เพราะนิทรรศการแต่ละครั้งมีค่าเข้าอยู่ที่ 30-40 ปอนด์ ถ้าใครมาอยู่ที่ลอนดอนยาวๆ การเป็นเมมเบอร์ของที่นี่เป็นเรื่องที่ควรทำไว้อย่างยิ่ง เพราะมันคุ้มค่าจริงๆ

และนอกจากนิทรรศการหมุนเวียนที่มีคุณภาพ ที่นี่ยังประกอบไปด้วยประติมากรรมและวัตถุทางประวัติศาสตร์จากประเทศต่างๆ ค่อนข้างคล้ายกับ Btitish Museum แต่ว่าที่นี่จะเน้นแค่เรื่องราวทางศิลปะและวัฒนธรรม เช่นประติมากรรม เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ถูกแบ่งตามยุคและตามชนชาติเช่นกัน แต่ละห้องจะมีคำอธิบายเขียนกำกับชัดเจน และยังมีมุมสวยๆ ให้ได้เดินเล่นหรือถ่ายรูปได้เยอะมาก ห้องที่โดดเด่นติดตาของที่นี่คือโถงสีขาว ที่ด้านล่างเป็นประติมากรรมวางกระจายทั่วห้อง วันไหนที่แดดดีๆ เราก็จะเลือกมาเดินเล่นที่นี่ และอีกอย่างเราสามารถเดินมาจาก Natural Museum ได้ใกล้นิดเดียว เพราะสองที่นี้อยู่ไม่ไกลกันเลย

Location :  Cromwell Rd, Knightsbridge, London SW7 2RL, UK

Open : 10AM-5.45PM

Free Entrance

DSC_0392

DSC_0383

DSC_0413

DSC_0426

L1007717

DSC_0427


Wallace Collection 

Wallace Collection เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีความงดงามและเก็บดูแลสิ่งของได้ดีที่สุดอีกที่หนึ่ง เราไม่เคยรู้จักที่นี่มาก่อนจนเห็นภาพผ่านแอพลิเคชันแนะนำสถานที่ จนพาเรามาเจอกับที่นี่ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลยจึงค่อนข้างใช้เวลานานมากในการอ่านและทำความเข้าใจว่าที่นี่จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1897 และทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์นี้ถูกสะสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่นด้วยครอบครัวเพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น หมายความว่าทั้งหมดนี้คือของสะสมจากยุคคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยครอบครัวที่มั่งคั่งมากๆ ในสมัยนั้น

แต่ในปัจจุบันเปิดให้เข้าชมได้ฟรี ที่นี่ไม่ได้มีขนาดกว้างใหญ่ สามารถเดินชมได้แบบเรื่อยๆ ถูกแบ่งออกเป็นห้องตามประเภท มีการตกแต่งที่สวยงาม เหมือนเดินอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของเศรษฐีในยุคก่อนที่ถูกดูแลมาอย่างดี ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากย่าน Mayfair เท่าไรนัก สามารถเดินมาได้จากสถานี Baker Street

Location :  Hertford House, Manchester Square, London W1U 3BN, United Kingdom

Open : 10AM-5PM

Free Entrance

L1001560

L1001578

L1001581

L1001584


Halcyon Gallery 

แกลเลอรี่แสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย ที่นี่อยู่ไม่ไกลจาก Wallace Collection  และสามารถเดินถึงกันได้ แกลเลอรี่นี้ตั้งอยู่บนถนนสายแฟชั่นย่าน Mayfair บรรยากาศด้านหน้าคล้ายกับโรงแรม ถ้าใครไม่สังเกตดีๆ อาจจะไม่ทันมองเห็น และเมื่อเข้ามาด้านใน ผลงานต่างๆ ถูกจัดแสดงและเรียบเรียงไว้ได้อย่างสบายตามากๆ วันที่เราไปเป็นการแสดงผลงานของ Andy Warhol ศิลปินชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่โด่งดังด้านศิลปะประเภท Pop Art  มีการแสดงภาพของ Warhol เป็นจำนวนมาก และด้านล่างก็มีการแสดงผลงานของ Bob Dylan ที่รวบรวมตั้งแต่ผลงานด้านงานเขียน งานแต่งเพลง ภาพเขียน ไปยันผลงานศิลปะแขนงอื่นๆ อีกด้วย

Location :  144-146 New Bond St, Mayfair, London W1S 2PF, UK

Open : 10AM-6.00PM

Free Entrance

L1001627

L1001615

L1001624

L1001626


Royal Academy of Arts  

Royal Academy of Arts   เป็นสถาบันศิลปะที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งเสริมวงการศิลปะของประเทศอังกฤษ เป็นเหมือนโรงเรียนสอนศิลปะ ที่มีการจัดแสดงงานภายในและภายนอกอาคารอยู่เป็นประจำ ที่นี่มักจะมีการจัดแสดงนิทรรศการของศิลปินระดับโลกเรื่อยๆ เช่น Gustav Klimt และ Schiele Egon ก็ถูกนำผลงานส่งตรงมาจากกรุงเวียนนา มาจัดแสดงที่นี่เช่นกัน ที่นี่เหมาะกับการมาใช้เวลาว่างๆ หรือถ้าใครอยากรู้ประวัติก็สามารถเข้าร่วม RA Tour หรือทัวร์ที่จะจัดเป็นรอบๆ แต่ไม่เสียเงิน จะมีการนำเดินชมจุดต่างๆ และพาไปชมภาพ Sketch ของนักเรียนที่นี่ หรือบอกเล่าความเป็นมาและความสำคัญด้วย

Location : Burlington House, Piccadilly, Mayfair, London W1J 0BD, UK

Open : 10AM-6.00PM

Free Entrance

L1001661

L1001658

L1001653

L1001665


The Barbican Centre

The Barbican Centre ที่นี่คือ Largest Multi-Arts Centre In Europ เลยก็ว่าได้ (ศูนย์รวบรวมผลงาน สื่อแขนงต่างๆ ด้านศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป) อย่างห้องสมุด โรงหนัง ห้องซ้อมดนตรี ลานกว้างเพื่อทำกิจกรรมสันทนาการ ห้องซ้อมเต้น หรือห้องร้องเพลง แต่หลักๆ คือเกี่ยวกับฟิล์มและการทำหนัง เพราะด้านล่างมีโรงหนังที่จะฉายหนังนอกกระแสอยู่เรื่อยๆ และด้านหลังยังมี Botanic Garden ในเรือนกระจกให้เข้าชม แต่แปลกมากตรงที่จะสามารถเข้าชมสวนได้เฉพาะวันหยุดพิเศษเท่านั้น ไม่ได้เปิดในวันปกติ เราชอบที่นี่มาก แต่เราได้ไปแค่ครั้งเดียวเพราะค่อนข้างไกล แต่ถ้าใครชอบที่จะอยู่ในบรรยากาศที่ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่ทำงานด้านบันเทิงและงานสร้างสรรค์ ที่นี่คือตัวเลือกชั้นดีเลย เพราะเผลอๆ เราอาจจะได้เพื่อนหรือมุมมองใหม่ๆ จากที่นี่ได้ไม่ยากเลยนะ

Location : Silk St, Barbican, London EC2Y 8DS, UK

L1001717

L1001734

L1001732.jpg

L1001727

Saatchi Gallery

Saatchi Gallery คือแกลเลอรี่ที่แสดงผลงาน Contemporary Art ถ้าให้เราบอกว่าชื่นชอบแกลเลอรี่ไหนที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย เราจะตอบว่า Saatchi Gallery คือแกลเลอรี่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา เพราะว่างานต่างๆ มันร่วมสมัยและสามารถมาปรับประยุกต์ใช้กับเราได้จริง โดยห้องแรกจะเป็นห้องที่เกี่ยวกับภาพถ่าย ห้องถัดไปจะเป็นประติมากรรม และทุกห้องจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เพื่อนเราที่เรียนรู้ด้านการเป็นครูศิลปะในเกาหลีโดยตรง ยังสามารถยืนยันได้ว่าที่นี่คือแกลเลอรี่ที่ดีที่สุดสำหรับเค้า

Location : Duke of York’s HQ, King’s Rd, Chelsea, London SW3 4RY, UK

Open : 10AM-6.00PM

Free Entrance

IMG_3809.JPG

L1007988

IMG_3835 2


IMG_3841

Whitechapel Gallery

Whitechapel Gallery เป็นแกลเลอรี่ที่ตั้งอยู่บนถนน Liverpool สามารถเดินทางได้ง่ายและมักจะมีงานแปลกตามาจัดแสดงอยู่บ่อยๆ อย่างล่าสุดที่เราไปมาคืองานที่ทำจำลองเป็นสระว่ายน้ำ แล้วบ่งบอกถึงประเด็นทางสังคมของคนที่เคยมั่งคั่งสมัยก่อน โดยบอกผ่านการพักผ่อนทางการว่ายน้ำ และสังคมเหล่านั้นถูกทำให้กลืนหายไปในยุคนี้ ที่นี่ยังได้รวบรวมผลงานของศิลปินที่ทำงานคอนเซ็ปต์เสียดสีสังคมไว้มากมาย ซึ่งที่นี่มีค่าเข้าชมค่อนข้างแพง และห้องแสดงมีไม่เยอะมาก เราใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็สามารถเดินได้จนครบ แต่เราก็แนะนำว่าเป็นอีกสถานที่ที่ควรมาสักครั้งหนึ่ง เพราะด้านหน้ามียังส่วนที่รวบรวมหนังสือภาพหายากไว้อีกมากมาย

Location :  77-82 Whitechapel High St, Shadwell, London E1 7QX, UK

Open : 11AM-6.00PM

L1007952.jpg

IMG_5592

L1007968 2.JPG

L1007964


White Cube Gallery

White Cube Gallery Gallery ที่ตั้ง Stand Alone อยู่ไม่ไกลจาก The Shard เป็นแกลเลอรี่ที่มีพื้นที่ว่างเยอะมาก เรียกว่าเป็นการทำงานกับพื้นที่ว่างเลยหละ เพราะแต่ละชิ้นงานจะถูกจัดวางโดยเว้นระยะห่างให้กัน มี Space รอบด้านเยอะ ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชม และแต่ละชิ้นงานจะไม่ได้มีการเขียน Description อธิบายเอาไว้ข้างๆ เหมือนอย่างที่อื่น แต่จะเป็นการแจกแผ่นกระดาษให้เราอ่านเอาเอง ก็เป็นอีกความรู้สึกใหม่ เพราะให้รู้สึกถึงความมีระยะและเงียบสงบไปด้วย

Location :  144-152, Bermondsey St, Bermondsey, London SE1 3TQ, UK

Open : 10AM-6.00PM

Free Entrance

IMG_0942.JPG

IMG_0953

IMG_0969


Hayward Gallery

Hayward Gallery ; ที่นี่อยู่ใกล้กับ Tate Modern ในบริเวณของ South Bank Centre ด้วยความที่สามารถเดินถึงกัน เลยทำให้เราไปอยู่หลายครั้ง เพราะที่นี่เป็นเหมือน Centre รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะเยอะมาก จะมีการจัด Talk และ Gig อยู่บ่อยๆ จะมีตารางขึ้นไว้ด้านหน้าเลยว่าวันที่เท่าไรจะมีใครมาบ้าง จึงทำให้ที่นี่เหมือนเป็นแหล่งพบปะสังสรรของเหล่าผู้ที่ทำงานด้านวงการบันเทิงและศิลปะ และยังมีการจัดงาน Installation Art อยู่บ่อยๆ และในครั้งล่าสุดมีการจัดงานที่ชื่อว่า space shifters ซึ่งค่อนข้างเป็นที่สนใจอย่างมากเพราะรวบรวมงานของศิลปินชื่อดังหลายท่านเช่น Yayoi Kusama, Josiah McElheny ด้วย

Location :  Southbank Centre, 337-338 Belvedere Rd, Lambeth, London SE1 8XX, UK

Open : 11AM-7.00PM

Free Entrance

IMG_5524

L1008245

L1008237

L1008266

L1008268 2

L1008197

Photographer’s Gallery 

Photographer’s Gallery Gallery สุดโปรดของเราตอนที่เราเรียนอยู่ที่นี่ The Photographer’s Gallery ตั้งอยู่ใจกลางถนน Oxford Street สถานที่ที่ช่างภาพหรือใครเรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพจะต้องชื่นชอบอย่างเป็นที่สุด เพราะที่นี่มีนิทรรศการจากช่างภาพชื่อดังแวะเวียนเปลี่ยนกันมาจัดแสดงทุกสามเดือน และมันก็ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเข้าเต็มๆ ที่นี่มีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นจะแบ่งออกกันไปตามหมวดหมู่ ด้านล่างเป็นคาเฟ่ ที่หลายครั้งเรามักได้บังเอิญเจอกับช่างภาพที่มีชื่อเสียง มานั่งคุยงานหรือประชุมงานอยู่ด้วย ส่วนชั้นใต้ดินเป็นร้านหนังสือและขายฟิล์ม ที่นี่มีฟิล์มขายเยอะมาก ทั้งฟิล์มหนังและฟิล์มแปลกๆ และมีกล้องทอยหรือกล้องที่เก็บสะสมให้เลือกจับจองอีกเยอะมากเช่นกัน ที่นี่คือที่โปรดที่สุดอีกที่หนึ่ง และอยากแนะนำให้ทุกคนที่มาลอนดอนได้มาเยี่ยมชมมากๆ

Location :  16-18 Ramillies St, Soho, London W1F 7LW, UK

Open : 10AM-6.00PM

Free Entrance

image

IMG_5824 3


Tate Modern 

Tate Modern คือ Gallery ที่ตั้งขนาบกับแม่น้ำ Theme ไม่ว่าใครเป็นต้องมาเยื่อนเมื่อมาถึงลอนดอน เพราะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สำคัญมากของเมืองหลวงของอังกฤษอีกที่หนึ่ง ที่นี่โด่งเด่นตั้งแต่ตัวสถาปัตยกรรม อาคารอิฐสีน้ำตาลเข้มที่ดูแปลกตา เดิมทีที่นี่คือโรงไฟฟ้าเก่าจนเมื่อปิดตัวลงจึงถูกปรับปรุงให้เป็นสถานที่เกี่ยวกับด้านศิลปะและการออกแบบ

Tate Modern มีชื่อเสียงมากด้านการจัดแสดงงาน Installation Art รวบรวมงานศิลปะของอังกฤษและสากล ศิลปะร่วมสมัย ด้วยความที่มีพื้นที่เยอะและใหญ่มาก มีหลายชั้นและประกอบไปด้วยสองตึก มีงานที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาจัดแสดงอยู่หลายต่อหลายครั้ง ให้เราได้เข้าชมทั้งฟรีและเสียค่าเข้า ยกตัวอย่างผลงานในตำนานของศิลปินสาย Minimalism คนโปรดเราอย่าง Olafur Eliasson ก็เคยการจัดแสดงผลงานที่นี่ด้วย โดยชื่อว่า The Weather Project (sun) เมื่อปี 2003 (เสียใจที่ตอนนั้นเรายังเด็กเกินกว่าจะรู้จักงานชิ้นนี้) งานนี้จัดแสดงที่โถงกลางใหญ่ จำลองเสมือนมีดวงอาทิตย์ดวงใหญ่กำลังลอยอยู่ใจกลาง Tate Modern นับว่าเป็นผลงานที่ทำให้แกลเลอรี่แห่งนี้กลายเป็นที่รู้จัก และหลังจากนั้นก็มีการจัดงาน Installation  อีกหลายต่อหลายครั้ง และจัดแสดงผลงานถาวรที่ชั้น 2 และ 3 ในตึกด้านหน้า ที่ไม่เสียค่าเข้าชม เราสามารถใช้เวลาที่นี่ได้ทั้งวันเพราะด้านบนสุดยังเป็นจุดชมวิวและร้านกาแฟ ที่สามารถนั่งคิดงาน ทำงานพร้อมกับดื่มกาแฟและมองวิว St. Pual ได้อีกด้วย

Location :  Bankside, London SE1 9TG, UK

Open : 10AM-6.00PM

Free Entrance

IMG_9024

IMG_4963

b74a4d14659457.562875a3ee2d3.jpg

The Weather Project (sun) 2003 By Olafur Eliasson

IMG_7007 2.JPG

ทั้งหมดเป็นข้อมูลของ Museum & Gallery ทั้ง 17 ที่ ที่เรารวบรวมไว้ และอยากเอามาแบ่งปันกัน หวังว่ามันจะพอเป็นประโยชน์กับหลายๆ คน ถ้ามีงานดีๆ ที่ไหนอีกเรามีโอกาสได้ไปจะรีบเอามาบอกต่อกันนะ 🙂

Time to find yourself.

44A6BD00-C16D-4444-ABFF-79076FCB35E4

– Time to find yourself –

อาจจะไม่คาดคิด แต่ต้องยอมรับว่าเราเองก็คือหนึ่งในคนที่หมด Passion กับสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำมันได้ทุกวัน ในทางกายภาพเราสามารถเรียกได้ว่ามันคือ ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) เราไม่อยากออกไปเจอกับสภาวะเก่าๆ ไม่อยากออกไปเจอสังคม เหมือนขาดแรงจูงใจในการทำอะไรหลายอย่าง จากที่เป็นคนที่สามารถรับมือกับหลายอย่างพร้อมกันได้ (หรือคิดไปเองว่าสามารถจัดการกับทุกอย่างได้) ความสามารถก็น้อยลง ผลที่ตามมาคือความ รู้สึกแย่กับตัวเอง (Imposter Syndrome) เพราะคิดว่าตัวเองนั้นไม่มีความสามารถเท่าเดิม
 ” เราเคยมีความสุขกับการเดินทาง มีความสุขกับการถ่ายภาพ มีความสุขกับการเขียนและถ่ายทอดเรื่องราว แต่แล้ววันนึงทุกอย่างรอบตัวกลับไร้ซึ่งความหมายเอาซะดื้อๆ เราพยามมองหาสิ่งที่ซ่อนไว้ในการมีอยู่ของเรา มองหาความหมายของภาพถ่ายที่เราอยากถ่ายทอด เรานั่งดูรูปภาพเก่าๆ ที่เราเคยถ่าย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เราเคยชอบภาพถ่ายของเราในอดีตเมื่อครั้งยังไม่มีความกดดันเกี่ยวกับงานมาเกี่ยวข้องเสียมากกว่า แม้เราจะไม่เคยศึกษาการถ่ายภาพอย่างจริงจัง หรือเราอาจจะไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของคำว่าช่างภาพเลยด้วยซ้ำ แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่การถ่ายภาพมันกลายเป็นชีวิต เป็นตัวตนของเราไปแล้ว”

-You can’t recycle wasted time-

L1007413

ที่เราเกริ่นมาซะยืดยาวก็แค่อยากจะถามว่า วันนี้คุณได้ใช้ชีวิตในแบบที่คุณเคยฝันไว้แล้วรึยัง เห็นโลกเท่าที่อยากเห็นไหม พักผ่อนเท่าที่ใจอยากรึเปล่า ยังกระหายที่จะเรียนรู้เหมือนหลายปีที่ผ่านมาและยังหลงไหลในสิ่งที่คุณเคยบอกว่าคุณรักเช่นเดิมไหม ? อย่าได้ผลัดคำตอบนี้ออกไปเรื่อยๆ เพราะมันสำคัญและมีความหมายมาก

ในระยะเวลาสามสี่เดือนก่อนการตัดสินใจ เราหาคำตอบให้ตัวเองได้ไม่ขาดสักที จนถึงวันที่เราต้องเดินเท้าขึ้นภูเขาระยะทางกว่าหลายสิบกิโลเมตรที่ประเทศเนปาล ความลำบากของเส้นทางทำให้วันๆ เราได้อยู่แต่กับตัวเอง นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เราตัดสินใจ ว่าเราอยากไปใช้ชีวิตที่อยู่ห่างจากสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆสักระยะ หาเพื่อนใหม่อยู่ในที่ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่การเดินทางแค่ชั่วคราว แบบที่พอใกล้จะปรับตัวได้ก็ต้องจากลา ใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานเลยกับความคิดนี้ ตอนนั้นคิดแค่เพียงว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ชีวิตกลับมาเป็นชีวิตอีกครั้ง เหมือนคำที่หยกชอบบอกกับเราว่า “We travel not to escape life, but for life not to escape us.” งั้นครั้งนี้คิดซะว่าเป็นไปการท่องเที่ยวตามหาตัวเองที่หายไปในระยะยาว 6 เดือนก็แล้วกัน

DSC_0891

Nepal คือทริปสุดท้ายก่อนที่เราจะเริ่มรู้สึกไม่ Enjoy กับอะไรสักอย่างเลย และเป็นช่วงที่เราได้อยู่กับตัวเองนานมาก จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราตัดสินใจในครั้งนี้

Never let go of your dream. 

IMG_4882

L1004225

London United Kingdom ;

WHY LONDON ?

     พอบอกว่าจะไปอยู่ไหนไกลๆ สักที่ ลอนดอนก็ผลุดจากความคิดเป็นเมืองแรก เพราะเมื่อปีก่อนเราเคยมาแต่ใช้เวลาอยู่แค่สี่อาทิตย์เท่านั้น ตอนนั้นก็ประทับใจมากกับความเป็นระบบระเบียบของที่นี่ ทั้งระบบการเดินทาง บ้าน ตึกอาคารที่สวยงาม แต่เแรงจูงใจหลักก็คงจะเป็นเพราะที่นี่มี Gallery,  Museum และ Exhibition รวมถึง Gig ต่างๆ เยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของทั้งงานศิลป์ งานดนตรี เพลง หรืองานต่างๆ จัดขึ้นก่อนใครเพื่อนก่อนจะถูกกระจายไปที่อื่นๆ เพราะไม่ว่าใครๆ ก็ปักหมุดมาลงที่ London เป็นอันดับต้นๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกที่ลอนดอน เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้มันไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนแน่ๆ มันเกี่ยวกับบรรยากาศทั้งหมด เราอยู่ที่นี่ เราเรียนเสร็จเราก็กางแผ่นพับและเช็คแล้ว วันนี้มีอีเวนท์ที่ไหนไหม วันนี้ศิลปินคนไหนจะมา Talk รึเปล่า ศุกร์นี้จะไป Gig ไหนดี หรือบางที Artist ที่เราชอบอาจจะมานั่งจิบกาแฟอยู่ตามหัวมุมถนนที่เราเดินผ่านก็ได้

STEPS TO START

       มาพูดถึงการเรียนที่ประเทศอังกฤษ หลายคนอาจจะนึกถึงปริญญาโทหรือการมาเรียนภาษา ที่ใช้เวลาสามเดือนถึงหกเดือนหรืออาจเป็นปี แต่นอกเหนือจากอะไรเหล่านี้แล้ว จริงๆ ที่นี่ยังมีคอร์สเกี่ยวกับ Art & Design ให้เลือกเรียนมากมาย ทั้งยังสามารถลงเรียนในระยะเวลาสั้นได้ด้วย และเมื่อคอร์สสิ้นสุดเราก็ยังได้ใบ Certificate จาก College เอามาเป็นพอร์ทได้อีก ฉะนั้นแล้ว Short Course จึงเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่สนใจอะไรแบบเฉพาะเจาะจงแต่มีเวลาน้อย หรือไม่ก็อยากมาเพื่อหาประสบการณ์ แลกเปลี่ยนทัศนคติที่กว้างขึ้น

L1004318

      สำหรับ Short Course ที่ว่าเราลงเรียนที่อังกฤษมาสองรอบแล้ว ครั้งแรกตอนปี 2017 และล่าสุดก็เมื่อปี 2018 ที่แล้ว ทั้งสองครั้งเราเรียนในเครือของ UAL ที่มหาลัย Central St. Martins และรอบนี้เพิ่มเติมอีกที่คือ London College Of Communication เพราะที่มหาลัยนี้เองก็โด่งดังเกี่ยวกับด้าน Art & Design เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านทฤษฎีหรือปฏิบัติก็ตาม

WHY CENTRAL ST. MARTINS? –  เพราะที่นี่ค่อนข้างแตกต่างกับมหาลัยอื่นๆในเครือของ UAL ที่ St. Martins จะเน้นสอนแบบ Conceptual มากกว่า Thecnical หรือในเชิง Commercial ตัวเราผู้ซึ่งไม่เก่งด้านเทคนิกใดๆ เลยรู้สึกว่ามันน่าจะเหมาะกับเรา เอาจริงๆ ในตอนแรกเราเองก็ไม่ได้ค้นหาความเป็นมาของวิชาหรือของมหาลัยมามากมาย แค่เลือกเรียนในสาขาที่อยากเรียนจริงๆ ได้เปิดประสบการ์ณและมุมมองใหม่ๆ ในที่ใหม่ๆ เท่านั้นเลย

ในครั้งนี้สิ่งที่เราจะเล่าถึงก็จะเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยและถามเรามา คือ

  • การสมัครเรียน ค่าใช้จ่ายอย่างคร่าวๆ
  • การเรียนการสอน
  • ที่อยู่ในนระยะสามถึงหกเดือน
  • สังคมและเพื่อน
  • เราได้อะไรจากการลงคอร์สและอยู่คนเดียวบ้าง

L1004312

Q&A

Short Course คืออะไร ? – Short Course คือการเรียนระยะสั้น ที่จะเปิดทุกๆ ช่วงซัมเมอร์ของอังกฤษ มีหลักสูตรเกี่ยวกับ Art&Design ให้เลือกมากมาย เพราะด้วยข้อจำกัดของเวลาทำให้ทุกอย่างถูกคัดกรองมาแบบรวบรัด กระชับและดีมาก เหมือนเราได้เรียนเนื้อหาเน้นๆในทุกคาบ ได้ลงฝึกภาคปฎิบัติแบบจริงจัง และหลังจากเรียนจบคอร์สแล้วได้ใบ Certificate จากทาง UAL ซึ่งสามารถใช้ประกอบการสมัครงาน
หรือนำผลงานที่เคยได้รับโจทย์จากตอนที่ทำการบ้านมาลงเป็นพอร์ท หรือถ้าใครขยันหน่อยก็ยังสามารถลงเรียนได้หลายๆ คอร์สสลับกันได้ด้วย ถ้าคาบวิชามันไม่ชนกัน เหมาะกับคนที่อยากเรียนต่างประเทศ อยากมาอยู่นานๆ แต่ไม่ถึงขนาดกับอยากเรียนขั้น ป.โท ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีมากเลย และอาจจะได้เพื่อนที่คุยกันถูกคอตรงตามสายงานที่เราเลือกเรียนด้วย

ระยะเวลาของการเรียน ? – คอร์สที่นี่มีตั้งแต่สั้นมาก แค่สองวัน หนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน ไปจนถึงสามเดือน แล้วแต่ว่าใครสนใจและมีเวลามากน้อยเท่าไหน แต่ที่แน่ๆ เลยคือไม่ได้เรียนทุกวัน ดังนั้นก็แล้วแต่เราเลยว่าจะจัดสรรเวลาที่เหลือไปทำอะไรบ้าง เช่น ทำโปรเจกท์ส่วนตัว เรียนอย่างอื่นเพิ่มเติม ใช้เวลาพวกนี้ในการเที่ยวเล่นหรือดูงานนิทรรศการที่จัดขึ้นในขณะนั้นตามพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ สำหรับคอร์สของเรามีระยะเวลาสามเดือน แต่เราอยู่ที่นี่ใช้จนวีซ่าหมด ตลอดเวลา 5 เดือนกว่าๆ เราไม่เคยคิดว่าเป็นการเสียเวลาเลยสักวันที่ได้ตัดสินใจมาที่นี่ เพราะทุกวันที่เราก้าวออกจากบ้านมันก็คือการเจอสิ่งใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ ตลอดเวลา

ต้องมีพื้นฐานด้านการถ่ายภาพไหม ? – สำหรับเราคิดว่าอาจจะต้องมีบ้างพอสมควร เพราะสำหรับบางวิชาที่เน้นด้านคอนเซปต์เข้ามาประกอบกัน ถ้าหากมีพื้นฐานด้านการถ่ายภาพอยู่บ้างก็จะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น อีกเพราะชอตคอร์สเป็นการเรียนระยะสั้นๆ ที่ค่อนข้างรวบรัด หากเราไม่มีพื้นฐานหรือมาเป็นศูนย์เลยอาจจะทำให้เราตามไม่ทันและอาจจะไม่ได้อะไรกลับไปมากเท่าที่ควร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าถ่ายภาพไม่ได้แล้วจะมาเรียนไม่ได้เลย สิ่งสำคัญคือหากมี Passion และความชื่นชอบเป็นทุนเดิม รู้ว่าอยากจะถ่ายภาพแบบไหนแนวไหน เราว่าวิชาพวกนี้มันก็สามารถไปกันได้กับทุกคนนะ

ภาษาสำคัญมากไหม ?  – สำหรับเราคงต้องตอบว่าสำคัญมาก เพราะถ้าเราตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนที่นี่ อาจจะใช่ที่เรียนถ่ายรูป รูปถ่ายก็สามารถพูดและสื่อสารแทนเราไปแล้วระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญคือการพรีเซนท์คอนเซปต์อธิบายว่าเรากำลังสื่อสารอะไรออกไปให้คนทั้งหมดที่กำลังชมงานของเราได้เข้าใจ หรือการดูสไลด์ จดเลคเชอร์ ตรงนี้ก็สำคัญ เพราะทุกคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักถ้าหากเราไม่เข้าใจ สิ่งที่เรากำลังพยายามมันอาจจะสูญเปล่าตรงที่เราจะได้รับข้อมูลผิดๆ หรืออาจจะมีอะไรตกหล่นไปได้ง่าย การรู้คำศัพท์เชิงเทคนิกของการถ่ายภาพมาก่อนก็สำคัญมากเช่นกัน หลายครั้งมีการทำงานกลุ่มร่วมกับผู้อื่น ก็จะต้องสลับกันเขียนสิ่งที่คิด และจะมี quick quiz เกิดขึ้นบ่อยมาก เราเลยคิดว่าภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ในการ
เตรียมตัวมาเรียนมากเลย

ต้องสอบอะไรไหม ?  – ไม่ต้องสอบเลย อันนี้มันเป็นแค่คอร์สสั้นเหมือนซัมเมอร์คอร์ส ใครอยากเรียนก็ได้เลยค่ะ แค่มีวีซ่านักเรียน และมีพอร์ทเล็กๆ แนบมาเท่านั้นเอง

ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง กล้องอะไรที่เราใช้ประจำ ? – กล้องที่ใช้ประจำกับสมุดจดดีๆ เท่านี้ก็เริ่มเรียนได้แล้วส่วนเราใช้กล้อง Leica MP240 ประกอบกับ LeicaM6 ที่เป็นกล้องฟิล์มแต่ตอนเรียนบางทีเราก็ใช้ SONY RX100 ด้วย เพราะว่ามันเบาและใช้ง่ายมาก ไม่ต้องหมุนโฟกัส เอาเป็นว่าใครมีกล้องตัวเก่งตัวไหนก็สามารถเอามาเรียนได้หมดเลย

ก่อนอื่นเลย เราสามารถเข้าไปเลือกคอร์สได้ที่

https://www.arts.ac.uk/study-at-ual/short-courses

หลักๆ จะมีให้เราเลือกคือ

3d design and product design, Accessories, footwear and jewellery, Animation, interactive, film and sound, Architecture and spatial design, Business & management, and science, Communication and graphic design, Curation and Culture, Fashion business, Fashion communication, Fashion Design, Fashion making and pattern cutting, Fashion styling and make up, Fine art, llustration, Journalism, PR, media and publishing, Photography, Textiles and materials Theatre, screen and performance design

Screen Shot 2562-03-06 at 21.34.48

        หลักสูตรมีเยอะมาก แต่สำหรับเรา เราโฟกัสไปที่หมวด Photography ซึ่งก็จะมีแตกแยกย่อยให้เลือกอีกที เป็น Documentary PhotographyDigital Photography, Fashion Photography, Art of snapshot, Portfolio Photography, Report Photography Portraits Photography, Darkroom, Film Camera และยังมีเรียนกับช่างภาพจาก Magnums แบบ Exclusive ด้วย แต่ค่าใช้จ่ายก็จะค่อนข้างสูงหน่อย

หลังจากเราเลือกได้แล้วว่าอยากลงเรียนคอร์สไหน เราก็ทำตามขั้นตอนที่ทาโรงเรียนแนะนำ แต่ละวิชามีการเตรียมตัวไม่เหมือนกัน บางวิชาแทบจะไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย หรือก็บางวิชาอาจจะขอดูพื้นฐานเดิมของเราก่อน บางวิชากำหนดอายุผู้เรียน อันนี้ก็ Feel free to choose เลย ทุกวิชาดีหมดขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน เพราะชอตคอร์สคือหลักสูตรสั้นสำหรับคนที่สนใจเรื่องราวเฉพาะทางและมีเวลาไม่มาก ระยะเวลาการเรียนเลยค่อนข้าง open และมีหลาย schedule ให้เลือก

มาเริ่มเล่ากันถึงคอร์สแรกที่เราเคยลงเรียนไปเมื่อปี 2017 ซึ่งปัจจุบันคอร์สนี้ก็ยังเปิดสอนอยู่นะ ลองอ่านดูเผื่อใครชอบวิชาประมาณนี้จะได้เป็นอีกหนึ่งทางในการประกอบการตัดสินใจ

IMG_6011

2017

Photography

Screen Shot 2562-03-06 at 21.37.42

        Art of snapshot

      รอบแรกเมื่อปี 2017 เราวางแผนมาอังกฤษแค่เดือนเดียว เราเลือกเรียน Art of snapshot และเรียน แบบเต็มวัน ถือว่าเป็นการมาลองเชิงดูก่อน เพราะตอนนั้นด้วยความยังไม่รู้ว่าอะไรป็นยังไง ยิ่งถ้าถามเรื่องเทคนิกเรื่องกล้อง ต้องบอกว่าเราไม่ถนัดเอาเลย ความรู้เกี่ยวกับการ Adjust ก็น้อยมาก ในทุกวันเวลาเรียนของเราคือ 10.30-17.00 ระยะเวลาเรียนประมาณ 1 อาทิตย์ และอีก 1 อาทิตย์สำหรับทำโปรเจคเพื่อ Discuss กับอาจารย์อีกที และนี่คือ Description ของวิชานี้

  • If you are looking to begin an interpretative and/or discursive relationship with your photography, you will find this course an illuminating experience! By using mediums such as freeform drawing, paper sculpture, story-cubing and writing, it will give you valuable tools for photographic ideation. You can think of each project as a kind of photographic alchemy  where we encourage experiment, failure, accident and play as valid contributors to important discoveries along the creative process

IMG_6240

       Art of snapshot เป็นคอร์สเกี่ยวกับการถ่ายรูป โดยจุดสำคัญคือเน้นเรื่องการหา Inspiration คิด Concept ก่อนถ่ายภาพ หรือหาเทคนิกใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นการ Shoot from the hip โดยเอากล้องไว้ตรงสะโพกและกดถ่ายเลยแบบไม่ต้องมอง / การถ่ายภาพโดยปรับโฟกัสให้ Blur และให้เราพรีเซนท์ว่า mood ของภาพมันคืออะไร / การถ่ายภาพแบบ Typology Photography หรือการนั่งรอในที่เดิมประมาณ 3 ชั่วโมงในสถานที่เดียวกันพร้อมกับเพื่อน เพื่อถ่ายภาพแล้วนำไปพรีเซนท์เพียงภาพเดียว เราคิดว่าวิชานี้ตอบโจทย์กับคนที่ชอบถ่ายสตรีท เพราะหลายอย่างค่อนข้างคล้ายคลึงกันมาก ไม่เน้นอุปกรณ์แต่เน้นความคิดสร้างสรรค์ มุมมองที่แปลกใหม่ การได้เจอกับ Moment ดีๆ ก็ทำให้ตอบโจทย์กับขอบเขตของวิชานี้แล้ว

e.g – BLUR ; Concept ที่ได้มาจากการดูตัวอย่างงานของศิลปินที่ชื่อว่า Bill Jacobson โดยเราจะต้องศึกษาเอกลักษณ์ของศิลปินต่างๆ และสร้างสรรค์มันในรูปแบบของเราเอง

       Ways to study ?

วันแรกของการเรียนจะมีการพูดคุยกันถึงสไตล์การถ่ายภาพของตนเอง ด้วยการให้เริ่มจากการวาดภาพง่ายๆ คิดเร็วๆ มีตัวเลือกให้วาดแค่เรขาคณิต อาจารย์จะบอกคำศัพท์ที่จับคู่มากับรูปทรงเลขาคณิต และให้เราลองจัดวางองค์ประกอบลงบนกระดาษโดยต้องให้ความหมายสื่อออกมาได้ตรงกับคำศัพท์ด้วย เป็นการสะท้อนทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเราชอบการจัด Composition แบบไหน และมันก็จะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพในแบบที่เราชอบถ่าย จากนั้นในห้องเรียนเค้าจะแจกกล้องใช้แล้วทิ้งให้ทุกคนเก็บไว้ แต่ไม่ได้บอกว่าให้ทำอะไรบอกแค่อยากเอาไปทำอะไรก็ทำ แล้ววันสุดท้ายมาดูกันว่าสายตาที่เรามันผ่านกล้องใช้แล้วทิ้งนั้น  มันคืออะไรบ้าง

20638075_1261227744003756_3251622848009744268_n

บรรยากาศการถกเถียงที่เกิดขึ้นทุกเช้า

ครั้งแรกเราค่อนข้างประทับใจมาก เพราะอาจารย์ Open mind อย่างที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ไม่มีการบอกว่าอันนั้นถูกหรืออันนี้ผิด ดีหรือไม่ดี ทุกวันเราจะได้ออกไปถ่ายรูปพร้อมกันกับเพื่อนในห้อง ในระยะเวลาเท่าๆ กัน (ประมาณ 2 ชั่วโมง) เสร็จแล้วอาจารย์จะพาไปที่ House ของเค้า House ที่ว่านี้คือสตูดิโอกึ่งบ้าน ที่จะมีห้องประชุมใหญ่และห้องประชุมแยกออกมาอีกที ทุกคนจะนั่งรวมกันที่ห้องประชุมใหญ่ก่อน และแยกเข้าไปคุยในห้องอีกที ทีละคน ในแต่ละวันอาจาร์ยจะชวนเราคุยถามถึงแนวคิดของงานที่กำลังจะทำอารมณ์เหมือนกับว่า 2 ชั่วโมงแรกคือการเซอร์เวย์ว่าจะถ่ายอะไร ทำอะไร และก่อนจะหมดวันก็เข้าไปปรึกษาเพื่อ Clear cut กันอีกที และเวลาที่เหลือหลังจากนั้นเค้าก็จะปล่อยให้เราทำงาน และนำไป Print ออกมาพร้อมกันที่ห้องสมุดตอนเช้าวันถัดไป และแปะกับผนังเพื่อรอการความคิดเห็นจากเพื่อนๆ อีกที

สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้จากอาจารย์ต่างชาตินี้คือ ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ไปต่อไม่ได้ หรือยังไม่ดีพอ ทุกความคิดที่เราเล่าให้อาจารย์ฟังจะถูกนำไปกลั่นและเสนอกลับมาเป็นคำแนะนำให้เราลองอีกครั้ง เรียกได้ว่าถ้าใครมีความคิดพื้นฐาน หรือไอเดียของเรื่องอยู่แล้ว ก็สามารถปรึกษาและทำงานนั้นให้จบได้

20621916_1261246687335195_3500700367377943157_n

ภาพจากตัวอย่างกล้องใช้แล้วทิ้งของเราที่อาจารย์ให้มาในวันแรกของการเข้าเรียน

NOTED* สำหรับวิชา Art of snapshot ก่อนสมัครต้องส่งพอร์ทที่มีรูปถ่ายของเราประมาณ 10 ภาพ และเค้าจะอีเมลล์ตอบกลับมาหาเราอีกที และเราต้อง Print ภาพที่เค้าคัดเลือกเพื่อไปพรีเซนท์ในวันแรกของการเปิดเรียน

2018

L1002093

KingCross Station สถานีด้านหน้าโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานีใหญ่ สามารถเดินทางไปประเทศอื่นและเมืองอื่นๆได้จากที่นี่

ปี 2018 เราเลือกเรียนสองคอร์สด้วยกัน ก็คือ Digital Photography และ Documentary Photography โดยเราเริ่มเรียน Digital ก่อน และพอเสร็จแล้วจึงไปเรียนDocumentary โดยที่เวลาไม่ทับซ้อนกัน

img_4040.jpg

Digital Photography

Why Digital Photography? – จริงๆ เราลงเรียน Improve your skills of photogpaphy ไว้แต่พอใกล้ถึงวันเปิดเรียนคนที่สมัครลงคอร์สนี้กลับมีน้อยมาก ทางโรงเรียนเลยย้ายนักเรียนมาเรียนรวมกันกับคลาสนี้ Digital Photography สอนเกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องทั้งหมด เรียนรู้ขีดจำกัดของกล้องตัวเอง และเน้นการหา Inspiration แต่อย่างที่บอกไว้ตอนต้นเราค่อนข้างไม่ชำนาญในเรื่องการตั้งค่าหรือเทคนิกกล้องเลย จากคลาสนี้เราเลยได้เรียนเพื่อรู้ว่าการตั้งค่าที่ถูกต้องมันคืออะไร เผื่อมันจะช่วยให้ภาพของเราออกมาดีขึ้นถ้าได้เรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ให้เป็น และนี่ก็คือ Description ของวิชานี้

  • This course will help you to explore the creative potential of your camera and develop an understanding of how to see the world with a ‘photographer’s eye’. It places digital photography within the more universal context of the medium’s tradition by teaching the creative possibilities of lens and shutter control common to all types of camera, as well as the technical aspects that are particular to digital cameras. The aim is to broaden your critical thinking about photography, so the course does not focus exclusively on the technical aspects of digital photography. You may spend some time in the darkroom or use a film camera to give examples of different outcomes.

NOTED ; วิชานี้จะเน้นการรีเสิร์ชเยอะมาก ทั้งประวัติของศิลปิน ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ หนังสือที่เกี่ยวกับศิลปินที่ชื่นชอบ โดยจะมีการพรีเซนท์ใหญ่เกิดขึ้นในทุกๆ อาทิตย์

   Ways to study ?

คอร์สนี้ใช้ระยะเวลาสามเดือน ซึ่งไม่ได้เรียนทุกวัน แต่จะมีงานให้ตลอดทุกอาทิตย์ และเราก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานที่ได้รับมา นักเรียนในคลาสมีกันแค่ 6 คน ทุกวันก่อนเริ่มเรียนจะต้อง Import รูปลง Computer เพื่อเปิดให้เพื่อนทุกคนดูแล้วช่วยกันวิจารณ์เป็นแบบนี้ทุกครั้ง

เมื่อตอนเริ่มต้นคลาสในอาทิตย์แรกจะมีโจทย์ให้เราถ่ายภาพ 100 ภาพตามชีทใบนี้ที่แนบมา ถือว่าหฤโหดพอสมควร แต่เราคิดว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก ที่จะได้ทำความรู้จักลอนดอนและสังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัวโดยมองผ่านเลนส์กล้องของเรา และได้ฝึกตีความตามโจทย์ให้ออกมาในรูปแบบที่เราอยากนำเสนอ ด้วยโจทย์ง่ายๆ ถ้าใครอยากทำตามก็สามารถเอาโจทย์นี้ไปลองถ่ายกันได้นะ ถือว่าเป็นการฝึกให้สังเกตุอะไรรอบๆ ตัวได้ดีเลย

IMG_9325

     และแม้ว่าสาขาของเราจะเน้นเรียนเกี่ยวกับกล้องดิจิตัลเป็นหลัก แต่ว่าช่วงกลางๆ คลาส อาจารย์จะให้กล้อง Pantax กันมาคนละตัว และถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อไปล้างใน Dark room โดยมีโจทย์คือกล้องยี่ห้อเดียวกัน ฟิล์มชนิดเดียวกัน ปรับรูรับแสงเท่ากัน ถ่ายในสถานที่เดียวกัน แต่ต้องครีเอทรูปภาพของตัวเองให้แตกต่างให้ได้ และทุกคนก็นำมาล้างพร้อมกันเมื่อวันที่เรียนใกล้จบ สำหรับเรามันคือการเข้า Dark Room ครั้งแรก ค่อนข้างตื่นเต้นมากที่จะได้ทดลองล้างรูปด้วยตัวเอง โดยในโรยงเรียนเราจะสามารถเข้ามาล้างรูปกี่ครั้งก็ได้และเมื่อไรก็ได้ ตราบใดที่บัตรนักเรียนเรายังไม่หมดอายุ และใช้อุปกรณ์เป็น โดยต้องติดต่อบอกกับอาจารย์ที่สอนเรานี่หละ บอกเอาไว้ก่อนว่าเรากำลังจะเข้ามาใช้ห้องแล้วนะ แล้วนี่ก็เป็นภาพบรรยากาศเล็กๆ ที่เราถ่ายเก็บเอาไว้นิดหน่อย

img_6974-2.jpg

เนกาทีฟที่เราล้างเองกับมือ เป็นภาพที่เราถ่ายไว้เมื่ออาทิตย์ที่สามของการเรียน

     สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราชอบ St. Martins คือเรื่องของอุปกรณ์ที่ทันสมัยและครบครันมาก เราชอบแอบมองฝั่งที่เค้าเรียนแฟชั่น ทุกอย่างมันดูพร้อมใช้งานตลอดเวลา ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราเรียนเอกสาขาภาพพิมพ์ อุปกรณ์แต่ละอย่างต้องค่อยๆ สลับกันใช้ แต่ที่นี่ห้องภาพพิมพ์ใหญ่มากกกกก และเด็กหลายคนสามารถทำงานพร้อมๆกันได้หมดเลย สตูดิโอก็เช่นกัน ไฟพร้อม คอมพิวเตอร์พร้อม เหลือแค่รอคนมาใช้จริงๆ

อย่างที่บอกว่าวิชานี้คือวิชา Digital Photography สิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ก็คือการจัดไฟในสตูดิโอ ปกติเราจะใช้สตูดิโอเป็นห้องเรียนอยู่แล้ว เพราะใช้ทั้งพรีเซนท์และถ่ายรูปไปด้วยหากมีเวลาเหลือ ตอนช่วงใกล้จะจบคอร์สทุกคนจะได้ลองจัดไฟกันเอง แต่ละคนจะได้ทดลองจัดแสงเองและใช้เพื่อนในห้องเดียวกันมาเป็นแบบสลับกันถ่ายภาพออกมา

IMG_6030

     สรุปสำหรับเราคอร์สนี้เราให้คะแนนกลางๆ ไม่ตื่นเต้นมาก การเรียนส่วนใหญ่เน้นรีเสิร์ช เรียนประวัติช่างภาพดูงานของพวกเค้าและลองไปปรับใช้ตาม 70% ในห้องเรียนคือการเปิดดูหนังสือ ดูสไลด์ ดูภาพจากคอนแทคชีทของศิลปิน ดูวีดีโอของศิลปิน และค่อยแยกย้ายกลับบ้านไปทำงาน หลักๆก็คือเรียนรู้ข้อจำกัดของกล้องและถ่ายภาพภายใต้ข้อจำกัดเหล่านั้น ที่เราตั้งใจลงคอร์สนี้เพื่อรอเวลาการได้เรียนคอร์สถัดไปคือ Documentary Photography เราเป็นมนุษย์ผู้ปรับกล้องไม่เก่งอย่างที่บอกไว้ตอนต้น มาเรียนวิชานี้ก็เพื่อแค่อาจจะเก่งขึ้นเพื่อไปเรียนวิชาถัดไปแค่นั้นเอง 55

img_4037.jpg

Documentary Photography

Screen Shot 2562-03-06 at 21.37.22

L1009486.jpg

Documentary Photography ; Seeing the World

        Why Documentary Photography – เพราะตอนนั้นเรารู้สึกหลงและมึนงงในด้านการสร้างสรรค์ผลงาน เอาเข้าจริงๆ เราก็เป็นแค่คนนึงที่ชอบถ่ายรูป ชอบที่จะอยู่หลังเลนส์ เราหลงไหลกับการได้เก็บภาพ เก็บช่วงวินาทีที่มันเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว เมื่อคิดได้ว่าการถ่ายภาพกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถทำได้ เราเลยอยากลองตั้งใจกับมันสักที แต่การถ่ายภาพแบบไหนกันที่เราจะชอบ หากบอกว่าให้ลองถ่ายภาพแนว Fashion หรือถ่ายภาพจัดฉากเพื่อถ่ายโปรดักส์สวยๆ ก็ดูจะไม่ใช่สำหรับเรา การถ่ายภาพ Landscape หรือถ่ายภาพวิวท่องเที่ยวทั่วไป นานๆ ทีถึงจะมีรูปที่ใจเราชอบสักรูปนึง

เราเลยเริ่มสังเกตตัวเองก่อนว่าจากทั้งหมดทั้งมวลนั้น รูปอะไรที่เราถ่ายเก็บไว้เยอะที่สุดเวลาเราได้ไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ เมื่อนั่งดูภาพไปเรื่อยๆ เราก็ได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า จริงๆ เราชอบดูผู้คนใช้ชีวิต อยากรู้ที่มาที่ไปได้นั่งพูดคุย แลกเปลี่ยน หนักสุดก็เคยถึงขั้นขอตามไปดูบ้านเค้า และทุกครั้งที่สิ่งนั้นเกิด มันจะเป็นจุดเล็กๆ ที่เติมเต็มการเดินทางของเราให้สมบูรณ์ทุกที และด้วยชื่อวิชา Seeing the world ทำให้เรารู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากกว่าปกติ เลยตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะลงเรียนคอร์สนี้ พาร์ทนี้เราจะเขียนยาวและค่อนข้างลงรายละเอียดเกี่ยวกับการสอนหน่อยนะ ถ้าใครไม่ได้สนใจวิชานี้ก็กดข้ามไปได้เลย

L1001847_polarr.JPG

        Documentary Photography เป็นคำที่เราได้ยินบ่อยมาก เราแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเราหลงไหลมัน จนกระทั่งเราเริ่มสนใจหนังสือเกี่ยวกับ Documentary Photography สนใจช่างภาพที่เก็บเรื่องราวต่างๆ สนใจงานฟิล์มที่เป็นเชิงสารคดี ดังนั้นการมีคอร์สนี้เปิดสอนมันเลยทำให้เราใจเต้นตึกตักมาก นั่งนับวันรอที่จะได้เข้าเรียน

       ขั้นตอนของการเรียนวิชา Documentary Photography ก่อนอื่นเลย เราจะได้คุยกับผู้ช่วยผู้สอนผ่านทางอีเมลล์ เค้าจะคอยเมลล์มาบอกเราว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง และเราต้องส่งตัวอย่างภาพถ่ายพร้อมกับ Description ของเรื่องราวเหล่านั้นโดยยกตัวอย่างมาแค่ 3 ภาพในเรื่องเดียวกัน ให้เหมือนกับเป็น Photos Story เราหยิบยกเรื่องราวของคุณยายที่ทำผ้าเขียนเทียนที่แม่สาใหม่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เราบรรยายถึงการมีอยู่ของคุณยายและกลุ่มชนเล็กๆ บนภูเขานั้น เพียงเพราะเราคิดว่าเราเข้าใจมันที่สุด และเราคงจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขาอีกมากมาย

       ในวันแรกของการเรียน ภาพชุดนั้นถูกเปิดขึ้นอีกที แต่ละคนเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงต้องเป็นภาพพวกนี้ ณ ตอนนั้นเรารู้สึกตัวเลยว่าเราตัวเล็กจิ๋วเอามากๆ เราอยากจะหายตัวไปจากห้องเอาซะดื้อๆ เพราะเพื่อนแต่ละคนมีภาพที่บอกเรื่องราวมากมาย บางคนถ่ายภาพมาจากแคมป์ผู้อพยพในซีเรีย หรือแม้แต่พวกเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆ ทุกคนอธิบาย Sign และความหมายที่ต้องการจะสื่อในภาพของตัวเองได้อย่างละเอียด และเมื่อเรามองให้ดีทุกอย่างในภาพมันทำงานมากเมื่อประกอบกับเรื่องเล่า

จนถึงตอนที่เราต้องบรรยายเรื่องราวของคุณยายบ้าง และบอกเค้าว่าเราอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงการมีอยู่ของการทำผ้าแบบไทย ในใจหวังว่าต่อจากนี้ไป เมื่อเราเรียนจบคลาส เราอาจจะได้เปิดมุมมองของหลายๆ คนในการอนุรักษ์สิ่งต่างๆ ที่กำลังจะหายไป, เพราะในความเป็นเจ้าของภาพที่เราคิดว่าเราเข้าใจมันที่สุด แต่กลับยังมีคนที่มองงานเราได้ลึกกว่า แบบที่เราเองก็แทบคิดไม่ถึง เค้ามองเห็น Sign และรายละเอียดต่างๆ บนภาพที่เรามองข้ามไป มันทำให้เรากลับมาฉุกคิดถึงภาพถ่ายของเรา ว่ามันมีสัญลักษณ์อะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ ที่เราไม่รู้อีกไหม

DSCF2861

DSCF2857

ภาพที่เราใช้ส่งเมื่อตอนเริ่มเรียนครั้งที่หนึ่ง

    Ways to study?

    การเรียนจะเป็นในรูปแบบตอนเช้าเรียนทฤษฎีจากการฉายสไลด์ ตอนบ่ายออกไปถ่ายรูป และตกเย็นเอารูปลงคอมพ์ ปรับแต่งเล็กน้อย และวิจารณ์งานกันตรงนั้นเลย บรรยากาศโดยรวมถือว่าดีมาก อาจารย์สนิทกับนักเรียนมาก ถามไถ่อย่างใส่ใจและให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากันๆ ตลอดเวลา ให้เวลาในการคิดและจะคอยซัพพอทร์ทกับตอบคำถามที่เราสงสัยอยู่เรื่อยๆ

สิ่งที่เราประทับใจคืออาจารย์มักจะพาออกไปดูงานตามแกลเลอรี่นอกโรงเรียนบ่อยๆ และให้เวลาส่วนตัวในการชมงาน เสร็จแล้วจะเรียกรวมกันเพื่อดูงามไปพร้อมๆ กันอีกที เรารู้สึกว่ามันมีเวลาได้คิด ได้ใส่ความเห็นของตัวเองไปก่อน ก่อนที่จะได้รับฟังคนอื่นว่าทำไมเค้าถึงชอบรูปเหล่านั้น ทำไมเค้าถึงถูกใจ หรือทำไมเราถึงไม่ได้ชอบมาก การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตั้งแต่อยู่ในแกลเลอรี่ เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเรามาก เพราะปกติเราชอบเดินดูอะไรพวกนี้คนเดียว จะดีจะไม่ดีการตัดสินใจมันอยู่ที่เราคนเดียวโดยไม่เคยได้รับข้อมูลจากคนอื่นเลย สิ่งนี้เลยเป็นอีกสิ่งที่ค่อนข้างช่วยเราในเรื่องของการรับฟังความเห็นและมุมมองการดูงานของคนอื่น เป็นสิ่งที่ดีพอๆ กับการที่ได้วิจารณ์งานเพื่อปรับปรุงเลยหละ

อย่างเช่นภาพเซทนี้เกิดจากการที่เราพึ่งได้ไปดูงานพร้อมกันที่ Photographer’s Gallery ของศิลปินที่ชื่อว่า Roman Vishniac โดยอาจารย์จะนัดเราพร้อมกันที่นั่น แบ่งเวลาส่วนตัวให้เดินดูงานด้วยตัวเองหนึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วให้เลือกรูปที่ชอบที่สุดคนละรูป และมาอธิบายกับเพื่อนว่าทำไมตัวเองต้องชอบรูปถ่ายใบนี้ เมื่อจบการพูดคุยเค้าก็ให้แยกย้ายและถ่ายรูปตามคอนเซปท์ก็คือ Londoner โจทย์คือ ภาพที่ถ่ายต้องมีคนมากกว่าสามคน / คนถ่ายต้องหันมาแบบไม่รู้ตัว และภาพสถานที่ที่ไม่มีคน ในระยะเวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง

L1009429

L1009463

L1009473

    และเมื่อวันใหม่เริ่มขึ้น เราทั้งหกคนในคาบก็เริ่มเข้าใจความหมายเบื้องต้นของการถ่ายภาพเชิงสารคดีมากขึ้น การบ้านต่อมาคืออาจารย์จะให้เราทำงานกลุ่มโดยการเลือกข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มากันคนละเรื่อง และแบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่ม เราเลือกข่าวที่มีรถไฟชนกับรถกระบะที่ประเทศหนึ่ง และให้เราจินตนาการว่าหากเราจะต้องไปบันทึกภาพเหล่านั้น เหตุการณ์พวกนั้นมันบอกอะไรกับเราบ้าง

หากเป็นแต่ก่อนเราอาจจะคิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่นาทีนี้ที่เรากำลังเรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพเชิงสารคดีเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำรีเสิร์ชสั้นๆ และตั้งสมมติฐานก่อนเสมอ เพื่อนในกลุ่มเราสามารถโยงใยไปถึงรัฐบาลได้ขนาดที่ว่า อาจจะเกี่ยวกับการทำงานหนัก การพักผ่อนไม่เพียงพอจนทำให้หลับใน จนทำให้กระบะพุ่งชนเข้ากับรถไฟ ทำให้เกิดผู้เสียชีวิต ยาวไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาความคิดของเรามันช่างสั้นและตื้นมาก 55 และการได้ฝึกตั้งสมมติฐานบ่อยๆ มันทำให้เรารู้จักเชื่อมโยงเรื่องราว การทำรีเสิร์ชต่างๆ ก็เช่นกัน ทำให้เรารู้ว่าเราควรรับมือและเตรียมตัวอย่างไรกับสถานการณ์ที่เรากำลังจะถ่ายทอด

L1009467

อาจารย์มักจะพูดเสมอว่า การถ่ายภาพเชิงสารคดี ต้องไม่ทำให้บุคคลในภาพเสียหายหรือถูกการเข้าใจผิด การถ่ายทอดที่ดีต้องเกิดจากความเข้าใจเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้ ดังนั้นการรีเสิร์ชจึงไม่ใช่ขั้นตอนไร้สาระ ยิ่งเรามีฐานข้อมูลมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้ว่าเรากำลังจะถ่ายและสื่อสารอะไร

Steps to get ready to shot

  1. Identify your idea
  2. Research your story

และต้องอย่าลืมว่าเรากำลังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคนอีกคน อย่าบิดเบือนความเป็นจริง เราต้องเคารพสิทธิและมีความรับผิดชอบเสมอหากจะถ่ายใคร เพราะเราก็คงไม่อยากเป็นช่างภาพนักบิดเบือนนิสัยไม่ดีใช่ไหมหละ และอย่าใจร้อนเราฝึกที่จะต้องอดใจรอ เพื่อที่จะได้เก็บโมเมนท์ดีๆ ที่บางครั้งจังหวะของมันก็ไม่ได้ผ่านมาบ่อยๆ และมันอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวด้วยซ้ำ และยิ่งกว่านั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะถูกปฏิเสธบ้าง เพราะทุกอย่างไม่เกิดจากการจัดฉากขึ้นมา แต่ต้องนึกไว้เสมอว่า เรากำลังถ่ายทอดเรื่องราวของความจริง

  1. What do you want to tell
  2. Who in this story
  3. Where is this
  4. Why do you want to tell

นี่คือแกนหลักที่เราได้เรียนมาว่าก่อนจะเริ่มถ่ายรูปสารคดีสักเซทนึง เราควรวางแผนการทำงานในระดับหนึ่ง เพื่อเป็นการง่ายต่อการทำงาน โดยตอนที่เราเรียนอาจารย์ได้ให้โจทย์ในการทำ Documentary กับคนแปลกหน้าในตลาด มีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงในการหาว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร และเราต้องการจะเล่าอะไรให้ทุกคนฟัง เราไม่อยากเชื่อว่าเราจะสามารถขุดคุ้ยเรื่องราวของคนที่พึ่งเจอหน้ากันได้ไม่กี่นาที จากเรื่องทั่วไปๆ เป็นแผ่นเพลงที่ชอบฟัง ไปจนถึงรสนิยมด้านความรัก การเรียนครั้งนี้มันสอนให้เรารู้จักรับมือกับสถานการ์ที่มีเรื่องเวลาเป็นขีดจำกัด

L1009523

ชายวัยกลางคนที่ขายแผ่นไวนีลอยู่กลางห้างที่เก่าที่สุดในอังกฤษ เราใช้เวลาอันน้อยนิดถ่ายทอดและเก็บเรื่องราวของเค้านำมาทำเป็นสารคดีเพื่อพรีเซนท์ในห้องเรียน

L1009537

L1009555

เมื่อก่อนเราอาาจะเลือกถ่ายแค่พอร์ทเทรทของคน เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบและถนัดที่สุด แต่เราพึ่งตระหนักได้ว่ามันไม่เล่าเรื่องอะไรเลย เราต้องยอมถอยห่างออกมามองในมุมกว้าง มองถึงสภาพแวดล้อมที่เค้าอยู่ แม้บางภาพจะไม่ถูกใจ แต่ถ้าขาดภาพนั้นไปสักใบ เรื่องทั้งหมดมันก็คงประกอบกันไม่ได้เรื่องราว

IMG_7004

โจทย์คือดูวีดีโอการถ่ายภาพของ Martin Parr 5 นาที ลงมาถ่ายรูป 15 นาที

IMG_7007

พอเราเรียนคอร์สนี้จบ มุมมองการถ่ายภาพของเราก็เปลี่ยนไปอีกระดับนึง เรามักจะมองเห็นดีเทลเล็กๆน้อยๆ มักมองหาสิ่งที่จะทำให้ภาพมันเล่าเรื่อง เราเลิกกดชัตเตอร์เยอะๆ แล้วต้องมานั่งคัดภาพทีหลัง  เลิกการคัดรูปแบบเสียไม่ได้คืออันนั้นก็ชอบ อันนี้ก็ชอบ มาเป็นเลือกรูปที่เล่าเรื่องที่สุดรูปที่จับใจความได้มากที่สุด

เราให้คะแนนกับคลาสนี้ 10/10 เลยหละ เพราะเรารู้สึกประทับใจกับทุกอย่างมาก ระบบการสอน อาจารย์ เพื่อนร่วมห้องที่เหมือนคัดเอาคนประเภทเดียวกับเรามาเรียนด้วยกัน สำหรับการเรียนจบคลาสนี้ไม่ได้การันตีว่าเราจะเก่งขึ้นมาทันที แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้พบเจอผู้คน เรียนรู้มุมมอง รู้จักวางแผนในการเล่าเรื่องราวก่อนการทำงาน เรารู้สึกถึงความเป็นระบบระเบียบทางความคิดมากขึ้น มองเห็นในรายละเอียดมากขึ้น

L1002015

My first Documentary project : )

IMG_1043

BOATERS

และนอกจากนี้เรายังได้เริ่มทดลองทำสารคดีชุดเล็กๆ ของตัวเองเป็นครั้งแรกด้วย ความรู้สึกมันแตกต่างกับการถ่ายภาพเมื่อก่อนมาก เราทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราว เรารู้ว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องธรรมดา และเคารพในสิทธินั้น ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เรารู้จักอดทนรอ และถ้าหากมันไม่นานจนเกินไปคงได้เห็นสารคดีชุดนี้กันเร็วๆ นี้ ที่เราเรียกว่าเอาทุกอย่างที่เรียนมาประยุกต์ใช้แล้วจริงๆ ฮ่าๆ


WAYS TO LIVE

L1008028

ใช้เวลาทั้งหมดไปกับอะไรบ้าง ? เราขอวีซ่าได้ที่ 6 เดือน แต่ก่อนจะเริ่มเรียนเราก็ใช้เวลาไปกับการทำความรู้จักประเทศอังกฤษประมาณ 20 วัน ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่าง ๆ และอีกอย่างคือเราสมัครสถาบันสอนภาษาไว้ด้วย ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก St. Martins ห่างกันแค่สถานีเดียว ด้วยความหวังไว้ว่าตอนที่เราเริ่มเรียนคอร์สที่สองคือ Documentary Photography เราอาจจะต้องใช้การเขียนและการพรีเซนท์อย่างหนัก และอีกอย่างเราไม่ได้เรียนถ่ายรูปทุกวัน วันไหนที่เราไม่ได้เรียนถ่ายรูปเราก็จะขลุกอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา สลับกันไปมาเพราะใกล้กันมาก

แต่ ! ตอนแรกเราคิดว่าโรงเรียนนี้จะเป็นรองๆ เรียนฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ แต่มันกลับกันกลายเป็นว่ามันดีมากกกกก เราได้เพื่อนเยอะมากจากที่นี่ มีทั้งเพื่อนจากเอเชียและยุโรป แต่ส่วนใหญ่เป็นยุโรปซะเยอะเลย หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมยุโรปแล้วยังต้องมาเรียนภาษาอีก เหตุผลคือหลายคนมาเรียนเพื่อนำไปสอบเอา Diploma แล้วนำไปสมัครงาน หรือที่เรียกว่า Cambridge Test บางคนมาเรียนหนึ่งอาทิตย์หรือยาวไปเป็นปีเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็หนึ่งเดือน เรียนเพื่อให้รู้ ให้มีสังคมที่กว้างขึ้น เพราะโรงเรียนที่เราเรียนทุกวันพุธจะมีกิจกรรมที่ชื่อว่า Hidden Pub จะเป็นการ meeting กันทุกวันพุธ โดยที่ไม่รู้เลยว่าผับที่ว่ามันคือที่ไหน แต่ผับในที่นี้มันคนละผับกับไทยนะ มันคือร้านนั่งที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ไม่ใช่ผับแบบตื๊ดๆ 55  ส่วนใหญ่มีแต่คนสูงอายุ  แต่ก็ทำให้บรรยากาศสนุก ทุกคนแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน เราก็เอาเพื่อนจาก UAL มารู้จักเพื่อนที่นี่ แนะนำเพื่อนทั้งสองโรงเรียนให้มารู้จักกันและได้ไปเที่ยวพร้อมกันได้เลย

แล้วถ้ามีเพื่อนคนไทยที่นี่ เป็นความคิดที่ดีไหม ? หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า ไหนๆ ก็อยู่ต่างประเทศแล้ว ให้อยู่ห่างกับการคบหาเพื่อนคนไทย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทย จะได้ฝึกภาษาไปในตัว แต่สำหรับเราเราโชคดีมากที่เราได้เจอเพื่อนคนไทยที่นี่สามสี่คนที่ค่อนข้างตรงจริตกับเรามาก เราไม่พูดภาษาไทยกันเวลาที่อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ (เพราะจริงๆ มันคือการเสียมารยาทมาก เหมือนกับว่าคนอื่นเค้าก็จะไม่รู้ว่าเรากำลังพูดถึงอะไร) เราไม่เคยปลีกตัวไปไหนกันสองคนนานๆ หรือแม้บางทีเราก็ตกลงกันว่าพูดภาษาอังกฤษกันไปเลย (ถ้าไม่ได้เป็นทอปปิคที่ซีเรียสแบบจริงจัง) เราเลยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะมีเพื่อนคนไทยที่นี่ ดีด้วยซ้ำที่บางทีเราก็สามารถช่วยเหลือกันได้แบบทันท่วงที เหมือนกับว่าเราก็ได้รับรู้ไว้ว่ายังไงก็จะมีคนที่เข้าใจเราที่สุดอยู่ตรงนี้อีกคนนึง

มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม ? จากเป็นคนที่ขี้อาย พูดน้อย และชอบโทษตัวเองว่ายังไม่ดีพอ เพื่อนที่นี่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทุกคนมักจะถามอย่างจริงใจว่าเราเป็นอะไร และทำอะไรอยู่ และจะตั้งใจฟังอย่างจริงจังมาก จนเรารู้สึกเหมือนได้เติมพลังจากสายตาและคำพูด อันนี้ไม่ได้เว่อร์จริงๆ แต่เราไม่เคยมาเรียนต่างประเทศหรือรายล้อมด้วยเพื่อนต่างชาติเยอะขนาดนี้ เราพึ่งเคยสัมผัสการตอบรับที่ไม่ใช่แค่การพูดแบบขอไปที สิ่งนี้ก็ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงภายในตัวเราไปมากเช่นกัน การใส่ใจ การรับฟัง และความจริงใจ เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก และความมั่นใจในตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญ ความฉะฉานในการบอกคนอื่นว่าเราคือใคร ทำอะไร ก็ทำให้เราสามารถสร้างเพื่อนได้ง่ายๆ และมีโอกาสที่จะเจอผู้คนใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ สำหรับเรานับว่าเป็นโชคดีมากที่ปัจจุบันนี้เรายังติดต่อกับเพื่อนทุกคนได้ และเวลาที่เรากลับไปลอนดอนตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการรียูเนียเลย เพราะตอนนี้เรามีชาวแกงค์ของเราอยู่ที่ลอนดอนแล้วหละ : )

21018e52-1a20-4d3d-a952-bd0ff6aac58a

ลอนดอนเปลี่ยนอะไรในตัวเรา ?

ความตรงเวลา ต้องบอกตามตรงว่าเราเป็นคนค่อนข้างยืดหยุ่นกับเรื่องเวลามาก แต่ที่นี่ไม่มีใครยืดหยุ่นเรื่องเวลากับเราด้วยเลย สายคือสาย หนึ่งนาทีก็คือสาย มันเลยทำให้เราค่อนข้างเคารพเวลาของผู้อื่นด้วย เหมือนถ้าเรามาสายเราอาจจะกำลังเอาเปรียบเวลาของใครบางคนอยู่ ดังนั้นการมาให้ตรงเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำ

การสื่อสารออกไปตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เพราะถ้าอ้อมค้อมก็จะไม่มีวันเข้าไปถึงจุดที่ต้องการเสียที ที่นี่ทำให้เราตัดการชักแม่น้ำทั้งห้าออกไปเยอะมาก เพราะเค้าไม่สนใจหรอก สนใจแค่ว่าพอยท์ของเรามันคืออะไร

มารยาทในการขอบคุณ ขอโทษ ในทุกๆ เรื่อง  ที่นี่การพูด Thank you และ Sorry เป็นเรื่องปกติและพูดจนติดปากมาก ไม่ว่าจะทำอะไร เดินผ่านหน้าใคร หยิบของผ่านใคร ใครหยุดให้เดินผ่าน หรืออะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเค้ากำลังแสดงน้ำใจ ให้รีบขอบคุณหรือถ้ากำลังทำอะไรที่จะไปรบกวนคนอื่นก็ให้รีบขอโทษ เราสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเราเองเลยเพราะตลอดเวลารอบตัวเรามีแต่ Thank you ! Sorry !

” My dear friends “

L1007912.jpg

..มาถึงตรงนี้บอกเลยว่ามันคุ้มค่ามากจริงๆ กับการได้มาเจอคนที่เยอะขนาดนี้ หลายคนพาเราไปเจอกับอีกหลายคน สิ่งที่สำคัญคือเราได้คอนเนคชั่นจากตรงนี้พอสมควร จากที่เป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคม การอยู่ที่นั้นเหมือนลืมตัวตนชั่วขณะ ต่างคนต่างไม่รู้ภูมิหลัง เราแค่เป็นตัวเราในแบบที่เราอยากเป็นเลย..

L1004315

คิดว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมาไหม ?  การเรียนรู้มันไม่ได้อยู่แค่ว่าวันนี้เราได้เรียนอะไร เราถือว่าทุกวันที่เราอยู่ลอนดอนเราอยากใช้ให้มันคุ้มค่าที่สุด น้อยมากที่เราจะกลับบ้านเร็วแล้วไปนอนๆ นั่งๆ เล่นมือถือ และด้วยเวลาที่ต่างกันกับที่ไทย มือถือเราแทบไม่กระดิกเมื่อเป็นเวลาของอังกฤษ มันทำให้เราตัดโลกโซเชียลออกไปได้พอสมควร (แต่มันไม่ดีกับงานเลยนะ 55) เราใช้เวลาทุกวันก่อนและหลังเลิกเรียน เปิดแอพลิเคชัน DOJO ที่มันจะคอยบอกว่าวันนี้มี Exhibition ที่ไหนมาใหม่รึปล่าว และตามเก็บจนหมด ! จนหมดจริงๆ เราไปทุกงาน ตั๋วเท่าไรก็ไม่เกี่ยงเลย เพราะเราคิดว่าถ้าเราไม่ดูตอนนี้เราไม่รู้ว่าเราจะได้ดูอีกตอนไหน ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ว่าเราได้เรียนอะไร แต่มันคือวันนี้เราออกไปดูอะไรมากพอแล้วรึยัง

l1007988.jpg

ก่อนเข้าเรียนแค่หนึ่งชั่วโมง เราต้องหาที่แว้บไปให้จนได้

ใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ? เราอยู่ที่นี่ใช้เดือนละประมาณ 2,000 ปอนด์ (บวกกับซื้อของเยอะ และรวมค่าบ้านแล้ว) บางมื้อเราก็ทำกินเอง ถ้าวันไหนทำกินเองก็จะเผื่อไปถึงมื้อเช้าด้วย บางวันมันเหนื่อยจริงๆ เราก็เลือกกลับบ้านมากินข้าว อยากอยู่กับตัวเอง นั่งเงียบๆ และทำอะไรกินเองที่บ้านมากกว่า แต่ก็หลายครั้งเช่นกันที่เลี่ยงการกินข้าวนอกบ้านไม่ได้เพราะต้องทำงานและพูดคุยกับเพื่อนอันนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง

มาอยู่เกือบ 6 เดือน แต่เรากลับไม่ได้ช็อปปิ้งเสื้อผ้าหรือข้าวของแบบที่หลายคนจินตนาการ 55 ของที่เราหมดเงินไปเยอะมากที่สุดคือหนังสือและหนังสือภาพ เราชอบสะสมหนังสือมาก แม้จะได้ไม่ได้อ่านก็ตาม 55 แต่ถ้าหน้าปกสวยหรือน่าสะสมเราก้ซื้อเก็บไว้เลย จนวันที่จะบินกลับน้ำหนักกระเป๋าเราเกินมากว่าสามสิบกว่ากิโล เพราะเป็นของใช้ล้วนๆ จนสุดท้ายเราต้องส่งแยกด้วย DHL กลับมา และกลับมาขนกลับอีกรอบนึงในสองอาทิตย์ถัดมา และจนขนาดตอนนี้ก็ยังคงขนกลับไปไม่หมดเลย ฮ่าๆ สมบัติบ้าเยอะยิ่งกว่าคนมาเรียนนานเป็นปีอีก

ร้านหนังสือที่แนะนำก็จะมีอยู่ที่ Tate Modern, Foyles, Photographer’s Gallery, Daunt Books, National Gallery, Whitechapel ทั้งหมดนี่คือกรุแห่งหนังสือดีเลยก็ว่าได้ ทั้งหนังสือรูปถ่าย หนังสือดีไซน์ หรือสือแฟชันหรือใครชอบ Poems ที่ Daunt Books จะเยอะสุดเลย แต่เราชอบ Foyles สุด เพราะทันสมัย หนังสือลงใหม่เยอะ และหนังสือภาพเยอะมากด้วย

973B4C8B-EE9D-4122-9B77-3C183363BF07.JPG

ถ้าใครอยากมาเรียนที่นี่ เรารวบรวมสถานที่โปรดที่เราชอบไปเที่ยวเล่นซ้ำๆทั้งก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียนเอาไว้ ไม่ก็ดูประกอบการตัดสินใจ จะได้รู้ว่าที่ลอนดอนมันมีสถานที่ที่น่าไปเยอะมากจริงๆ แต่ถ้าใครอยากดูเต็มๆติดตามอันหน้านะ เพราะเราจะมาลงดีเทลล์ทุกสถานที่ที่เราชอบไปเลย

LONDON MINI GUIDE

Museums Galleries Exhibitions and Gigs

IMG_2312

L1004408

National Gallery ; หอศิลป์ที่รวบรวมงานของศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่เสียค่าเข้าด้วย

L1008102

National Portraits Gallery ; แกลเลอรี่ที่เรารักและประทับใจมาก เพราะมักรวบรวมงาน Photo ที่เป็นภาพพอทเทรทมาเป็นนิทรรศการหมุนเวียน ส่วนในภาพจะเป็นโซนนิทรรศการถาวรที่มีให้เข้าชมตลอดเวลา ไม่เสียค่าเข้า

L1001489

Tate Britain ;

L1001486.jpg

แกลเลอรี่ที่สวยราวกับหลุดมาจากฉากหนัง เราหลงรักที่นี่มาก มันกลายเป็นที่โปรดของเราไปโดยปริยาย ตั้งแต่ก้าวเข้ามาครั้งแรก

DSC_0426

V&A Museum

DSC_0383.jpg

ถ้าถามว่าไปที่ไหนบ่อยสุด ก็ต้องที่นี่เลย เรามาไม่ต่ำกว่า 6-7 ครั้ง บ่อยจนต้องสมัครเป็นเมมเบอร์เพื่อเข้าดูงานพิเศษต่างๆ แต่โซนอื่นๆคือเข้าฟรี มีความรู้เยอะมากเลย ที่นี่

L1004552

Natural Museum 

L1001733.jpg

Barbican Centre ; แนะนำที่นี่เลยถ้าใครชอบศูนย์รวมที่รวมอะไรไว้เยอะๆ มีโรงหนัง มีที่เล่นดนตรี มีลานกว้างให้ Meeting และมีห้องสมุดด้วยนะ

L1007952

Whitechapel Gallery ;

IMG_9024

Tate Modern ; ใครไม่มาตรงนี้ก็อาจจะพลาดได้ เพราะถ้ามีความสนใจด้านศิลปะ ที่นี่คือแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ที่เดินสามวันยังไม่ครบเลย

image.jpg

Photographer’s gallery ; ไปบ่อยสุดแต่ไม่เคยถ่ายรูปไว้เลย เลยต้องเอารูปมาจาก Google นะ ที่นี่ขายฟิล์มและหนังสือภาพเยอะมาก มีนิทรรศการหมุนเวียนจากช่างภาพชื่อดังเปลี่ยนเกือบทุกสองเดือนด้วย

IMG_5524

Hayward Gallery ; ที่นี่เราก็ไปบ่อยมากเช่นกัน เพราะอยู่ใกล้กับ Tate Modern จริงๆมันไม่ใกล้มาก แต่เราเดินจากตรงนี้ไปถึง Tate ทุกทีเลย

L1004628

St. James GIG


000006

“A bad day in London – is still better than a good day anywhere else” – Unknown

THE MOST IMPORTANT THING

1. UK Visa ทุกคนต้องมี Visa ที่เป็น Student Visa มีระยะอยู่ที่ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ถ้าคอร์สเราสั้นมากเค้าจะให้ไว้ที่ 3 เดือน แต่ถ้าคอร์สยาวหน่อยเค้าจะให้ไว้ที่ 6 เดือน ส่วนตัวเราเราได้ 6 เดือนมา และใช้เต็มจนนาทีสุดท้าย สามารถขอวีซ่าอังกฤษได้ที่ https://www.gov.uk/study-visit-visa

2. Schengen visa ถ้ามีเวลาทำเชงเกนวีซ่าไปเผื่อด้วยนะ เพราะว่าเรายังใช้โอกาสตรงนี้ในการเดินทางไปรอบๆ ได้ด้วย เราไปเที่ยวฝรั่งเศส สวิสเซอแลนด์ ออตเตรีย ไอรแลนด์ เวลส์ ไอซแลนด์ นอร์เวย์ เราเคยคิดไว้ว่าเราจะไปได้มากกว่านี้ แต่ก็เวลาเราน้อยมากเพราะเรียนเกือบทุกวันเวลามันเลยไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ แต่ยังไงเท่านี้ก็ถือว่าเยอะแล้ว แล้วตั๋วไปจากลอนดอนก็ถูกกว่าไปจากไทยแน่ๆ แหละ อันนี้ก็คืออีกกำไรนึงในการได้มาเรียน

3. Accommodation หาที่พักให้เรียบร้อยก่อนไป ถ้าใครไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวเลย แนะนำให้อยู่แบบ Host Family ในเดือนแรก และติดต่อเอเจนซี่ที่จะสามารถหา Host ให้เราได้ เพราะถ้าไปแบบไม่รู้ทิศทางจะลำบากเอาแน่ๆ และถ้าใครอยากฝึกภาษาไปด้วยก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พูดคุยกับ Host ที่เป็น Native Speaker ในส่วนราคาของบ้านพักจะลดหลั่นกันไปตามโซน  เดือนแรกของเราเราพักที่โซน 4 ไกลมาก บ้านของเราจะมีอาหารเช้าและอาหารเย็นรวมเข้าไปแล้วในราคาบ้าน มีห้องพักส่วนตัว แต่ใช้ห้องน้ำรวม Host เราเป็นหญิงชาวอังกฤษ พักอยู่คนเดียว ใจดี น่ารักและดูดีมาก เราพยายามที่จะกลับบ้านมาให้ทันกินข้าวเย็นกับเค้าบ่อยๆ เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวันกัน แต่สุดท้ายเราก็จะถึงบ้านตอนเค้าทานข้าวเสร็จแล้วทุกที

*ปล. การอยู่แบบโฮสแฟมิลี่เหมือนการเสี่ยงดวงมาก เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะได้พักกับใคร นิสัยเป็นยังไง เคร่งครัดมากไหม กลับบ้านดึกได้รึป่าว บางคนอาจจะอยู่ไม่ได้เพราะด้วยเรื่องกฏระเบียบ แต่สำหรับเดือนแรกของเราเราโอเคในการที่จะอยู่กับโฮสไปก่อน เพื่อการปรับตัวเข้าเดือนที่สองเราย้ายบ้านไปอีกทีหนึ่งในโซนสอง แต่ด้วยความที่โฮสคนเก่าดี เราเลยตัดสินใจพักต่อแบบโฮสแฟมิลี่ ครั้งนี้เป็นครอบครัวใหญ่ มีสามคนพ่อแม่ลูก แต่อย่างที่บอกไปว่าเราไม่ได้โชคดีเสมอ ด้วยกฏระเบียบและความเข้ากันไม่ได้ ทำให้เราต้องย้ายออกตั้งแต่สองวันที่ย้ายเข้า ดังนั้นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ชอบความอิสระคือการหาห้องพักแบบเดี่ยว แต่อาจจะแพงหน่อย ราคาจะอยู่ที่ 850-1,200 ปอนด์เลยทีเดียว หรือราวๆเดือนละ 4-5 หมื่น แต่ถ้าในความสบายใจและสะดวกก็ถือว่าพอแลกได้อยู่นะ

4. สมัครคอร์สเรียนที่เว็บไซต์นี้ https://www.arts.ac.uk/study-at-ual/short-courses และก่อนเข้าเรียนเราต้องเอาพาสฟอร์ตไปยืนยันตัวด้วยนะคะไม่งั้นเค้าจะไม่ให้เข้าเรียน

5. เงินสดเราพกน้อยมาก อยู่ที่นี่เราใช้บัตรตลอดเวลา มีเงินสดติดกระเป๋าไว้เผื่อใช้ยามจำเป็นไม่กี่บาท เพราะที่อังกฤษ แค่สองสามปอนด์เราก็สามารถรูดการ์ดได้แล้ว

6. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม กล้อง ฟิล์ม ถ่าน อะไรที่จำเป็นสำหรับการเรียน เราเอาไปเยอะมาก เพราะเรากลัวจะไปหาที่นั่นยาก แต่ที่นี่ก็มีขายนะที่ Photographer’s Gallery มีฟิล์มแปลกๆเยอะมาก แต่ค่อนข้างจะแพง ส่วนใครมีอะไรเสีย อยากซ่อม หรืออะไรพัง เราแนะนำให้ไปร้าน Aperture London เรียกได้ว่า God hand แห่งการซ่อมกล้อง แถมมีอะไหล่พร้อมทุกอย่าง กล้องฟิล์มเราเสียสองรอบก็มีที่นี่แหละที่สามารถซ่อมได้ และมีแบตเตอรี่ของทุกรุ่นขายด้วย ชำนาญอย่างมากโดยเฉพาะ Leica

7. ใช้เงินไปประมาณเท่าไหร่ เราใช้ไปทั้งหมดประมาณ 6 แสนบาท ( 5 เดือนกว่า ) ทั้งหมดนี้คือค่าเรียน ค่าที่พัก ค่าอุปกณ์ที่ซื้อเพิ่มรายวัน ค่ากิน ค่าเข้ามิวเซียมและงานต่างๆ ไม่รวมค่าของฝาก ค่าเที่ยวประเทศอื่นรอบๆ ทั้งหมดนี้เราเก็บเงินมาเอง ไม่มีสปอนเซอร์หรือใครออกให้ใดๆ มีขอแม่บ้างยามจำเป็น 55

IMG_3902

L1007361.JPG

L1007315

44A6BD00-C16D-4444-ABFF-79076FCB35E4

” There’s nowhere else like London. Nothing all, anywhere ” –Vivienne Westwood’s

จริงๆ แล้วเราว่าคงยังมีอีกหลายคำถามมากที่เราไม่ได้ตอบ หลังจากการพูดคุยกับใครหลายคน สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้มันไม่ใช่สิ่งที่คิดแล้วไปได้เลย เราอาจจะโชคดีตรงที่เราทำงานเป็นฟรีแลนซ์ งานของเราสามารถทำตรงไหนหรือที่ไหนก็ได้ เราเลยไม่มีข้อกำหนดของเวลามารั้งไว้ แต่จะว่าแล้วเวลา 6 เดือนมันก็ไม่น้อย แถมไม่ใช่ปริญญาโทอีก เราจึงค่อนข้างเข้าใจในคนที่อยากจะทำแบบนี้แต่อาจจะยังมีพันธะหรือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบหลายๆ อย่าง เราไม่ได้จะบอกว่าให้ทิ้งทุกอย่างแล้วออกมาเลย แต่อยากบอกว่าถ้าเมื่อไรที่รู้สึกว่าเสียงตัวเองข้างในมันเรียกร้อง ลองหยุดแล้วฟังว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ คืออะไร และมันเติมเต็มอะไรให้กับชีวิตเราได้บ้าง เริ่มจากค่อยๆ ลองก้าวออกมาทีละก้าวก็ได้ มันไม่มีหรอก Perfect Timing ที่ทุกอย่างจะรอให้อะไรลงตัวเป๊ะๆ คิดแล้วเก็บกระเป๋า ออกเดินทางมาอย่างง่ายๆ เราเองก็ตะกุกตะกักหลายอย่าง เรื่องเงิน เรื่องเวลา แต่ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ เราก็ไม่รู้จะทำมันอีกตอนไหนแล้วหละ Perfect Timing ของเราก็เลยเป็นตอนนี้แหละ ตอนไหนก็ได้ ที่เรารู้สึกว่ามันพอจะมีช่องว่างเล็กน้อย ก็ทำมันซะเลย

แต่มันคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีเพื่อนคอยซัพพอร์ท เพื่อนที่ว่าก็คือพาร์ทเนอร์ของเรานี่หละ คอยเคลียร์งานจากฝั่งไทยให้ คอยจัดการทุกอย่างที่เป็นปัญหา ซัพพอร์ทความฝันของเรา ให้เราได้ทำอะไรแบบไม่ต้องกังวลมากมาย ดังนั้นถ้าใครจะมาอยู่ยาวๆ และต้องทำงานด้วยอาจจะต้องหาพาร์ทเนอร์ที่รู้ทุกเรื่องของเราไว้สักคนนึง มันไม่ง่ายเลยที่เราจะต้องทำงานตามเวลาไทย ต้องเรียน ต้องคุยงานก่อนไปเรียน ตอนเรามาเงินที่ติดตัวอยู่ไม่ได้มีมากมาย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เราเปลี่ยนใจ เพราะเราคิดว่าเราสามารถหาเงินจากการมาทำงาน สร้างคอนเทนต์ที่นี่ได้ ซึ่งมันก็ไม่แน่นอนหรอกเหมือนไปตายเอาดาบหน้ามากกว่า และนั่นแหละที่เค้าเรียกว่าใช้ชีวิต อะไรที่มันง่ายมักไม่ค่อยสนุก เมื่อเรารู้คุณค่าของการหามา และรู้ว่าใช้มันทำอะไรความหมายมันก็อยู่ตรงนั้น เราเชื่อว่าเงินซื้อความสุขได้เพียงแต่เราต้องเลือกที่จะซื้อให้ถูกใช้ให้เป็น
บรรทัดต่อไปนี้ต้องขอบคุณหยก ครอบครัวของเรา และแฟนของเรามาก ที่ทุกคนสนับสนุนเป็นแรงหนุน กำลังใจให้เราได้ทำอะไรที่เราอยากทำจริงๆ

แม้วันนี้เรากลับมาอยู่ไทย สิ่งเดิมๆ ที่เจอ ก็ค่อยๆ ปัดเรากลับเข้ามาอยู่ในวงชีวิตปกติอีกครั้ง แต่เรายังคิดถึงลอนดอนเสมอ เราพูดกับเพื่อนเสมอ ว่า London, it’s not about place, it’s about people. เพราะสำหรับเราถ้าเราไม่ได้เจอเพื่อนที่ดี มันคงจะเป็นเมืองแสนจะหม่น แห้งแล้งและไร้ชีวิต แต่เมื่อเราได้พบเจอผู้คน ต่างคนต่างมาพบกันอย่างไม่มีกำแพงปิดกั้น ที่เราต้องพูดแบบนี้เพราะทุกคนก็ต่างมาทำอะไรสักอย่างที่นี่ มีพบและมีจากเกิดขึ้นเสมอในลอนดอน เราร้องไห้ที่ต้องจากเพื่อนหลายต่อหลายครั้ง เมื่อวันนี้ที่เรากลับมาถึงไทย ภาพจำของเรากับลอนดอน มันคือภาพของผู้คน ความใจดี ความจริงใจ และมันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ

มาถึงส่วนสุดท้าย เราได้อะไรจากการมาอยู่คนเดียวที่นี่ เราต้องตอบว่าเราได้เยอะมาก ณ ตอนนี้เหมือนตัวเรามีส่วนผสมของคนที่เราได้พบเจอ เราคิดว่าเราได้เจอคนมากมาย มากกว่าทั้งชีวิตที่เคยเจอมา ทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ ภายในระยะเวลา 5 เดือนนี้,  มุมมองความคิด การใช้ชีวิต การมองคนอื่นแล้วกลับมามองตัวเอง การแก้ปัญหาในวันที่อยู่ไกลจากทุกอย่างที่คุ้นเคย อิสระทางความคิด ทางคำพูด การใช้ชีวิต อิสระในการค้นพบผู้คนใหม่ๆ มันเปลี่ยนแปลงภายในของเราไปอย่างช้าๆ แม้ว่าเราจะอยู่แค่ครึ่งปี แต่เค้าว่ามนุษย์เราจะสามารถเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เมื่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเกินสามเดือน และวันนี้เราก็เป็นมนุษย์คนนึงที่ได้ Adjusted Londoner’s Program เข้าสู่สมองและร่างกายของเราเป็นที่เรียบร้อย ลอนดอนสำหรับเรามันคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ดังเช่นภาพด้านบน ลอนดอนจะกลายเป็นพาร์ทนึงของชีวิตเรา ที่ดีที่สุดตลอดกาล

สำหรับคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ อยากขอบคุณมากเพราะมันช่างยาวเสียเหลือเกิน แต่มันแทบจะไม่ได้ครึ่งของที่เราอยากจะเล่าให้ฟัง และถึงใครที่อยากก้าวออกมา การเรียนมันก็เป็นส่วนประกอบหนึ่ง แต่สำคัญคือการได้ออกมาดูโลกเท่าที่ใจอยากเห็น พบเจอผู้คนเท่าที่อยากเจอ ถ้ามีเวลามากพอ อย่ารอให้อะไรมารั้งเราไว้เลยนะ ทำมันสักครั้งเถอะ : )

With Love,

From Mars.

Somewhere only we know, Japan

cover06-01

25620125_190125_0138

you got a fast car
I want a ticket to anywhere
maybe we make a deal
maybe together we can get somewhere
anyplace is better
starting from zero got nothing to lose
maybe we’ll make something
me, myself I got nothing to prove

— Fast Car

000068

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ถือเป็นการมาพักผ่อนและใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เราเลือกมา เนื่องจากเดินทางง่ายและ
บวกกับตัวเราที่ให้มากี่ครั้งก็ไม่เบื่อ
เราวางแผนกันง่ายๆ ธรรมดาและไม่ได้คาดหวังอะไร นอกจากเก็บเกี่ยวบรรยากาศ
มองวิวข้างทาง หาอาหารอร่อยกินเท่านั้นจริงๆ
ภาพเกือบทั้งหมดมาจากกล้องฟิล์ม บางรูปก็ตั้งใจถ่าย
และบางรูปก็ถ่ายอย่างสะเปะสะปะไปบ้าง แต่รวมๆ แล้วก็ชอบทั้งหมดนะ
คงเพราะเสน่ห์ของกล้องฟิล์มคือรูปที่ได้ออกมามันเป็นตัวแทนของช่วงเวลา
ที่เราอยากจะเก็บมันเอาไว้จริงๆ

Continue reading

DRESDEN GERMANY

Life moves fast.
As much as you can,
learn from your history,
you have to move forward.

dresden— Eddie Vedder

 

DRESDEN ; GERMANY

Dresden เมืองที่มีความสำคัญอีกเมืองหนึ่งในประเทศเยอรมันนี จะบอกว่าที่นี่เป็นอีกจุดหมายในฝันของเหล่านักเดินทางก็ว่าได้ เพราะนอกจากเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ในอดีตเกิดเหตุการ์ณสำคัญมากมายขึ้นที่เมืองนี้ เดรสเดนนั้นถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งเมืองเพียงแค่ระยะเวลาไม่เกินภายใน 20 ปีนี้เอง นั่นด้วยเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้เมืองนี้ได้ถูกทำลายลงด้วยระเบิดจำนวนหมื่นกว่าลูก อาคารบ้านเรือนทั้งเมืองล่มสลายหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงเถาถ่าน ซากปรักหักพังและกองหินเก่าเพียงเท่านั้น

Continue reading