ห้วยตองก๊อ

THE SECRET FORMULA OF HAPPINESS

DSCF4085

‘Be as simply as you can be; 

you will be astonished to see how

uncomplicated and happy your life can become.’

การออกจากบ้านครั้งนี้ ได้เปลี่ยนสายตา ความคิด ของเราไปอย่างมากทีเดียว จากเมืองหลวง จนถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลบซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าไม้และภูเขาสูง สิ่งที่สัมผัสได้อย่างเด่นชัด คือความเรียบง่ายของวิถีชีวิต ธรรมดาๆ ที่หมุนเวียนผ่านไปในทุกวัน ทุกเดือนและทุกปี

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อเราได้รับคำเชิญชวนจากทีมงาน เที่ยวไทยเท่ ให้ออกไปสัมผัสประสบการณ์การเที่ยวไทยสไตล์ใหม่ ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม คำบรรยายที่แนบมาพร้อมกับรูปภาพต่างๆ ทำให้เราตกลงร่วมโปรเจกท์นี้ทันทีเราเริ่มหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของไทย มีหลายที่น่าสนใจ และหลายที่ควรไปให้ได้ซักครั้ง โดยครั้งนี้ เราอยากหลบร้อน อยากเดินป่า อยากเล่นน้ำ อยากลองไปใช้ชีวิตกับชาวบ้านหรือแม้แต่ลองทำอะไรแปลกๆ และที่ที่เราเลือกนั้นก็คือ หมู่บ้านต้นแบบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม บ้านห้วยตองก๊อ

การเดินทางที่ยาวนานของเราก็เริ่มต้น จากสนามบินเชียงใหม่ เข้าสู่ถนนเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน และจากแม่ฮ่องสอนเดินทางเข้าสู่ตำบลห้วยปูลิง ผ่านเส้นทางปูนบ้างดินบ้าง ใช้เวลากว่าแปดชั่วโมงเราก็มาถึงที่หมาย

DSCF1500

DSCF1483

สัญญาณโทรศัพท์หายไป ไฟฟ้ายังคงเข้ามาไม่ถึง นี่คือสิ่งแรกที่เรารับรู้ โทรศัพท์บ้านเพียงเครื่องเดียวของหมื่อก่า ช่วยให้เราจัดการเรื่องข้างนอกได้นิดหน่อย ทันทีที่เราวางสายนั่นคงเป็นสัญญาณสุดท้ายของเรากับโลกภายนอก และเริ่มต้นเรื่องราวของเรากับหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้

“ห้วยตองก๊อ เป็นหมู่บ้านเล็กๆของชาว ปกาเกอญอ ที่มีอยู่ประมาณ 25 หลังคาเรือน ที่นี่ไม่มีสัญญาณมือถือ มีเพียงไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์แผงเล็ก ๆ ตามหลังคาบ้านสำหรับหลอดไฟยามค่ำคืน โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ที่เราพกกันมากลายเป็นเหมือนขยะอิเล็กทรอนิคชิ้นหนึ่ง”

ไม่มีร้านขายของชำ เพราะที่นี่เลี้ยงสัตว์ และปลูกผักกินเอง นอกจากค่าที่พัก และฐานกิจกรรม เงินที่เรามีก็ไร้ประโยชน์ ชีวิตที่พึ่งพาเพียงปัจจัยสี่ควบคู่และดำเนินไปกับธรรมชาติของคนที่นี่ บ่งบอกว่าในความไม่มีนั้นมีอยู่ครบทุกอย่างแล้ว

DSCF1484

DSCF1073

DSCF1163

“พ่าตี่และหมื่อก่า เป็นคำภาษาปกาเกอญอที่แปลว่า ลุงกับป้า ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่เราได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น การดูแลจากเหล่าพ่าตี่และหมื่อก่าอยู่เสมอ”

ทุกบ้านเริ่มต้นวันใหม่กันแต่เช้ามืด เป็นเช้าที่เราถูกปลุกด้วยเสียงของไก่ ไม่ใช่นาฬิกา ประกายไฟและกลิ่นของฟืนที่ถูกจุดขึ้นเพื่อใช้ต้มน้ำ ทำกับข้าว และด้วยอากาศที่หนาวจัด เราจะรีบออกจากมุ้ง เพื่อไปนั่งผิงไฟที่หมื่อก่าจุดเอาไว้ ในขณะที่หมื่อก่าจะออกไปเก็บผักเผื่อนำมาเตรียมทำอาหารเช้าให้ทั้งคน ทั้งสัตว์เลี้ยง

พอสายขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นเวลาอาหารเช้าของเรา แทบทุกมื้อ มีจานหลักเป็นไข่เจียว น้ำพริก และผักต้ม เราลงความเห็นกันว่าไข่เจียวของหมื่อก่านั้นอร่อยที่สุด เป็นไข่เจียวธรรมดาที่กินได้ทุกมื้อ จนถึงกับถ้าขาดไปจะต้องมีการเรียกร้องให้หมื่อก่าทอดให้กินหน่อย

 

เรากินข้าวครบสามมื้อทุกวัน จนกระเพาะเริ่มปรับเวลาได้ ในวันแรก พ่าตี่และหมื่อก่าจะไม่ยอมกินข้าวพร้อมเรา เพราะอยากให้เรากินอิ่มก่อน มื้อต่อมา เราเลยขอให้มาทานข้าวพร้อมกัน หลังจากนั้นเลยได้คุยกันวันละสามรอบ และเพราะการที่ไม่มี สัญญานเชื่อมต่อจากโลกภายนอกนี่แหละ ที่ทำให้เราสนใจคนตรงหน้ามากขึ้น

DSCF2081

ทุกเช้าของที่นี่อากาศจะค่อนข้างหนาว ขนาดเราเดินทางมาในเดือนเมษายน อากาศที่นี่กลับยังคงไม่เกินยี่สิบองศา ในตอนที่เรามัวตื่นเต้นไปกับควันที่ออกปาก พ่าตี่ก็รินชาร้อนลงไปในแก้วไผ่ โรยเกลือลงไปเล็กน้อย แล้วยื่นมาให้เรา กลิ่นหอมจากใบชาและกลิ่นไผ่ลอยแตะจมูก พ่าตี่บอกว่าการใส่เกลือลงไปในชา นอกจากจะช่วยแก้ท้องผูก แล้วยังช่วยให้มือและตัวเย็นๆ ของเราอุ่นขึ้นได้เยอะ

DSCF1694
DSCF1439
“เรานั่งมองบรรยากาศที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีไปตามพระอาทิตย์ที่โผล่พ้นขึ้นจากยอดเขา ชีวิตที่เรียบง่ายยืดเวลาในแต่ละวันของเราให้นานขึ้น คงเพราะไม่ต้องพะวงเรื่องต่างๆ จากโลกภายนอก เวลาของเราไม่หายไปกับมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ มีเวลาให้กับตัวเอง มีเวลาให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และได้ใช้มันไปกับการดำเนินชีวิตจริงๆ”

ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมเพื่อนำมาบริโภคในฤดูที่น้ำน้อย ประกอบกับการเลี้ยงสัตว์เช่น วัว ควาย ไก่ หมู แบบปล่อย จึงเป็นเรื่องธรรมดามากที่เราจะเห็นวัวเดินเข้าบ้านมากินยอดใบไม้ หรือมีฝูงลูกหมูวิ่งเล่นกันบนถนน

สายหน่อยจะได้ยินเสียงกรุ้งกริ๊ง คุณวัวจะเดินเรียงแถวกัน เพื่อลงไปทานอาหารเช้าในนาขั้นบันไดที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อนไม่ใช่ฤดูทำนา พื้นดินจึงยังคงแห้งแล้งอยู่ มีเพียงต้นอ่อนวัชพืชให้เห็นอยู่นิดหน่อย พ่าตี่และหมื่อก่าในหมู่บ้านจะเริ่มลงมือทำนากันอีกทีเมื่อถึงเดือนตุลาคม ว่ากันว่ามันสวยจนยากจะบรรยายได้

DSCF3888

DSCF3878

DSCF1115

“ที่นี่มีความเชื่ออย่างหนึ่งซึ่งช่วยเชื่อมสายสัมพันธ์ของผู้คนเข้ากับป่าและต้นไม้ ทุกครั้งที่มีเด็กคลอด พ่อแม่จะนำสายสะดือใส่ลงในกระบอกไผ่แล้วเอาไปแขวนไว้กับต้นไม้ให้กลายเป็นต้นไม้ประจำตัวของแต่ละคน เป็นการปลูกฝังให้ผู้คนดูแลต้นไม้อย่างทะนุถนอมและใส่ใจ หลายครั้งที่เราพูดถึงเรื่องนี้ เหล่าพ่าตี่และหมื่อก่าต่างยิ้มภูมิใจ เชิญชวนเราไปดูต้นไม้ประจำตัวของเค้า พร้อมๆ กับบรรยายว่าตอนนี้ต้นไม้ต้นนั้นมันเติบโตขนาดไหน”

สายสัมพันธ์ ถูกเชื่อมโยงกระทั่งหากต้นไม้ถูกตัดหรือทำลาย อาการป่วยไข้ก็มักจะมาเยือนผู้ที่เป็นเจ้าของ แม้ไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ ก็ต้องออกตามหาผู้ที่ทำลายต้นไม้ให้ได้ แต่หากมีผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ต้นนั้นจริงๆ ก็จะต้องขอกันก่อน โดยจัดการล้มหมูล้มไก่ เพื่อเป็นการขอขมา แต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของต้นไม้จะไม่ให้ เพราะถือว่าขวัญของเจ้าของต้นไม้อยู่ที่นี่

พ่าตี่ยังบอกกับเราอีกว่า มันอาจจะเป็นกุศโลบายเล็กๆ จากบรรพบุรุษที่ทำให้พวกเค้า มีความผูกพันธ์ และคอยรักษาต้นไม้ แม้จะเป็นเพียงแค่คนละต้นก็ตาม น่าเสียดายที่ปัจจุบัน เพื่อความถูกสุขลักษณะทำให้ทุกคนต้องไปคลอดที่โรงพยาบาล และพิธีดั้งเดิมเช่นนี้ อาจจะค่อยๆเลือนหายไป เพราะไม่มีใครเก็บสายสะดือมาผูกกับต้นไม้ได้แล้ว

DSCF1092

DSCF3875
เราค่อยๆเดินตามพ่าตี่ไป เพื่อไปดูต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้กันทั้งหมู่บ้าน
DSCF1112
เถาวัลย์ที่นี่ใหญ่จนเราสามารถยืนบนนั้นได้
DSCF1104

หมู่บ้านห้วยตองก๊อ เปิดให้คนเข้ามาศึกษาเรียนรู้กันตั้งแต่ปี 2538 ถ้าเทียบกันกับเราที่เดินทางมาตอนนี้ยังว่ายากลำบากแล้ว ตอนนั้นคงลำบากมากกว่ากันหลายเท่า แล้วอะไรที่ดึงดูดให้นักวิจัย นักศึกษา นักท่องเที่ยว ฝ่าฟันถนนดินเพื่อเข้ามายังหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้

DSCF1830

“เราถามหมื่อก่าว่า เงินจำเป็นไหมสำหรับที่นี่ หมื่อก่าตอบเราอย่างไม่ต้องคิดว่า ไม่เลย จะใช้เงินก็ต่อเมื่อก้าวออกจากหมู่บ้านเท่านั้น”

หมื่อก่าเล่าต่อว่า ความสุขของหมื่อก่าไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน เงินมีค่าสำหรับหมื่อก่าเพียงแค่ใช้ส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือ ให้ได้มีความรู้ประดับตัว ได้ทำงานสบายกว่าที่ตนเองเคยทำ ส่วนความสุขของหมื่อก่ากลับเป็นเรื่องง่ายๆอย่างการได้อยู่ที่นี่ และเหตุผลง่ายดายยิ่งกว่า ก็เพราะมันสบายใจไม่ต้องไขว่คว้าวุ่นวายแบบโลกภายนอก พร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆ ของหมู่บ้านให้เราได้ฟัง ทั้งความเชื่อแปลกๆ บทเพลง ภาษารวมไปถึงการใช้ชีวิตของคนที่นี่ซึ่งทำให้เราเข้าใจความคิดและวิถีชีวิตของผู้คนที่ห้วยตองก๊อมากขึ้น

สิ่งที่เห็นได้ชัดก่อนอะไร ก็คงเป็นเรื่องราวของ เครื่องจักรสาน ที่นี่ยังคงใช้ไผ่มาทำเป็นข้าวของเครื่องใช้ ตะกร้าใส่ขยะหน้าบ้าน ตะกร้าล่อไก่ป่า สุ่ม ที่ใส่ของ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ละบ้านล้วนสานเอง จากต้นไผ่ข้างบ้านทั้งนั้น เราจึงไม่พลาดที่จะให้พ่าตี่สอน แล้วเราก็ได้ตะกร้าแบบเดียวกับหน้าบ้านพ่าตี่มา 1 ใบ

DSCF1165

DSCF1697

DSCF4123

DSCF1705

เสื้อผ้าแสนสวยที่หมื่อก่าใส่ ประกอบไปด้วยสีสันหลายๆสี พิเศษตรงที่ ทุกตัวหมื่อก่าเริ่มตั้งแต่ย้อมและทอเองทั้งสิ้น โดยวัตถุดิบที่หมื่อก่าใช้ในการนำมาย้อมผ้าก็จะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่นดินโคลน

DSCF4022

DSCF1657

DSCF1371

DSCF4036

DSCF1344

DSCF2038

DSCF4061

DSCF4066

DSCF1303

เครื่องแต่งกายของที่นี่ บางคนอาจมองว่ามันเรียบง่าย แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้านที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เริ่มต้นจากเส้นด้าย ย้อมผ่านสีธรรมชาติที่หาได้จากในป่า บ่ม ต้มและปั่นออกมาถักทอจนเป็นผืน ก่อนนำมาเย็บและปักลวดลายให้สวยงาม ทุกเส้นด้ายจึงผ่านการทำมือด้วยความพิถีพิถัน เพื่อมอบมันให้กับคนพิเศษโดยเฉพาะ

DSCF2100

อย่างชุดที่เราสวมใส่ จะเรียกว่า ชุดลูกสาว ซึ่งจะได้สวมใส่เฉพาะหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานเท่านั้น หมื่อก่านำชุดลูกสาวของหมื่อก่ามาให้เราสวมใส่ และบรรจงโพกผ้าให้เราอย่างตั้งใจ เมื่อเราใส่ชุดนี้เดินในหมู่บ้าน ทุกคนต่างยิ้มกว้าง บ้างก็หัวเราะแล้วชมว่าสวย ทุกคนถามเราว่าชอบมั้ย เราจึงรีบตอบกลับไปว่า ชอบมากค่ะ ^^

DSCF2101

DSCF2200

ถัดมาอีกด้าน เราจะเห็นภาพนี้ตลอดระยะเวลาที่เราอาศัยอยู่ที่นี่ คุณปู่ตื่นขึ้นแต่เช้าและทำในสิ่งที่แกตั้งใจทำอยู่ทุกวัน ก่อกองไฟเล็กๆ เผาเหล็กให้ร้อนแล้วบรรจงตีลงไปจนมันเข้ารูป ภาพที่แกฝน เหลา ตีจนเหล็กกลายเป็นมีด ปรากฎขึ้นและจบลงในทุกวันจนมันกลายเป็นภาพชินตาของคนที่นี่ไปแล้ว

DSCF1659

DSCF1651

DSCF1638

DSCF1641

DSCF3911

DSCF1648

“ร่องรอยชีวิตที่ผ่านกาลเวลา เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ในชีวิตของคนๆนึง ซึ่งยังคงทำในส่ิงที่ตนเองรักและถนัดอยู่ทุกวี่วัน ดำเนินปั้นปลายชีวิตที่ถูกเติมเต็มไปด้วยความรัก จากลูกหลาน เรารับรู้ได้ถึงความสุขความอิ่มเอมที่คุณปู่มี มันเกิดขึ้นและส่งต่อไปถึงคนรอบ ๆ เหมือนกับเป็นพลังงานบวกเล็ก ๆ ที่เติมลงไปในใจได้มหาศาล”

DSCF1670

DSCF1717

การทำมีดขึ้นมานั้น ต้องผ่านกรรมวิธีมากมายและมีรายละเอียดปลีกย่อยซ่อนอยู่เยอะมาก เราได้เรียนรู้ตั้งแต่วิธีเลือกเหล็กที่จะนำมาตี การเลือกฟืนที่ใช้ ว่าต้องมาจากไม้รัก การใช้ที่ปั๊มลม ซึ่งต้องผลิตจากขนไก่เพื่อให้มีลมลอดเข้าไปได้ง่าย หลากหลายขั้นตอนจนกลายมาเป็นมีด เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกกระบวนการถูกทำขึ้นผ่านมือ มันจึงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทของคนที่สร้างมันขึ้นมาซึ่งพร้อมจะส่งมอบให้กับผู้ที่จะนำมันไปใช้

DSCF1948

DSCF1921

DSCF4204

เพราะดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับธรรมชาติ การใช้ชีวิตจึงเรียบง่าย สมุนไพรและพืชผักสำหรับใช้ทำอาหารสามารถหาได้จากป่า ทุกอย่างรอบตัวนั้นถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แม้กระทั่งต้นไม้หลายๆ อย่างที่ขึ้นอยู่ตามรั้วหรือทางเดิน พ่าตี่ก็บอกกับเราว่า แม้มันขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แต่มันก็เป็นสมุนไพรทั้งสิ้น

พ่าตี่บรรยายถึงสมุนไพรต่างๆ บอกเล่าสรรพคุณของมันพร้อมกับพาเราเดินไปตามถนน ตลอดเส้นทางเราได้ยินชื่อสมุนไพรที่ไม่คุ้นหู ส่วนต่างๆของต้นไม้ ถูกหยิบขึ้นมาแนะนำถึงประโยชน์อย่างไม่ขาด อย่างเช่น ยอดอ่อนของต้นฝรั่ง ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องผูก ท้องเสียได้ หรือแม้แต่ยอดมะขามป้อมก็สามารถนำมาต้มและใช้เป็นยาแก้ไอได้ ต้นน่ารักๆเช่นต้นส้มป่อย เป็นต้นโปรดของเราเพราะยอดมันเปรี้ยวๆ เราเลยถือโอกาสเด็ดกินซะหลายใบ ทั้งหมดนี้เป็นการเรียนรู้พื้นฐานการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆไปด้วยในตัว

DSCF4043

DSCF4056
ใบสาบเสือใช้ขยี้ๆแล้วเอามาโปะแผลสำหรับห้ามเลือด
DSCF4058
ใบเตอซือซ๊ะ สามารถนำยางจากใบมาป้ายกะหม่อมเด็กบรรเทาอาการคัดจมูก
DSCF1414
ดอกต้นส้มป่อย

พ่าตี่เอ่ยปากชวนเราไปเดินป่า เพื่อดูน้ำตกที่สวยที่สุดในบริเวณนี้ เป็นน้ำตกที่ตกจากหน้าผาสูงกว่า 250 เมตร เราตัดสินใจเดินไปกับพ่าตี่ แต่คำเตือนของพ่าตี่คือ ถ้าไฟป่ามาก็อด เพราะสะพานไม้ที่สร้างไว้น่าจะถูกเผาไปด้วย แม้เราจะจิตใจไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ก็ไม่อยากให้เกิดไฟป่า จนเมื่อเดินไปเกือบๆ 30 นาที กลิ่นของควันที่ยังไม่มอดดี ก็ลอยมาตามลม

ภาพความชุ่มชื้นภายในหมู่บ้านค่อยๆจางหาย ถูกแทนที่ด้วยภาพใบไม้ร่วงหล่นและตะกอนสีดำ ต้นไม้ล้มลงกลายเป็นขี้เถ้า โชยคลุ้งไปด้วยเขม่าและควันสีเทาชวนหดหู่ พ่าตี่อาสาเดินไปสำรวจสะพานไม้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของเส้นทางเดินต่อไปน้ำตก สะพานไม้ที่เคยใช้เป็นบันไดไต่ลงหน้าผาสุดท้ายก็ถูกไฟป่าเผาจนพังลงไป พวกเราทั้งเสียใจและเสียดายกับภาพน้ำตกที่เห็นอยู่ไกลๆ แต่ไม่สามารถเข้าไปหามันได้

ไฟป่า มีโทษมากกว่าคุณประโยชน์ ซึ่งส่วนมากมักเกิดขึ้นมาจากความละโมบและเลินเล่อของมนุษย์ ที่จุดมันขึ้นโดยไม่สนใจต้นไม้ ลำธาร หรือผืนดินซึ่งเป็นบ้านของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ และทำลายป่าทั้งผืนให้กลายเป็นละอองถ่านได้เพียงชั่วข้ามคืน

DSCF1543

DSCF1024

DSCF1566

DSCF4104

DSCF1515

วันสุดท้ายของเราเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบเหมือนกับทุกวัน เราทานอาหารเช้าพร้อมหน้ากันกับพ่าตี่และหมื่อก่า หลายวันที่เราอยู่ที่นี่ เราได้รับรอยยิ้มและคำทักทายจากทุกคนเสมอ ทำให้อดใจหายไม่ได้ในตอนที่ต้องเอ่ยคำบอกลา ดวงตาหลายคู่แม้ดูอบอุ่นแต่ก็ดูปนเศร้า เหล่าพ่าตี่ หมื่อก่าและเด็กน้อยที่เคยเล่นด้วยกันต่างเดินเข้ามาจับมือ พร้อมกับคำว่า ต่าบลึ๊ ที่แปลว่าขอบคุณ หมื่อก่าบางคนเดินเข้ามากอดเราแน่น อวยพรให้เราโชคดีในการเดินทาง และพูดย้ำกับเราว่าต้องกลับมาอีกให้ได้นะ เราตอบกลับเป็นเชิงสัญญา ยิ้มให้กัน แล้วก็โบกมือลา

Travel while you’re young and be able to do. Don’t worry about the money, just make it work. Experience is far more valuable than money will ever be.

DSCF1056

DSCF2224

สมุดเยี่ยมจากผู้ที่แวะเวียนผ่านมายังบ้านพ่าตี่ เรารับมาอย่างเบามือ ด้วยหน้าตาที่ดูบอบบาง และอายุที่ผ่านกาลเวลามาแล้วหลายสิบปี ทุกตัวหนังสือบ่งบอกถึงไมตรีจิตอันงดงามของหมู่บ้านนี้ แม้อ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่เรานั่งอ่านจนครบทุกหน้า เริ่มตั้งแต่ปี 2538 จนหน้าสุดท้ายที่เป็นของพวกเรา ไทม์ไลน์ที่ถูกบันทึกด้วยหลายมือและภาษาต่างถิ่น ฝากความคิดคำนึงออกมาเป็นข้อความไว้ให้พ่าตี่และหมื่อก่าดูต่างหน้า เมื่อเวลาต้องจากกัน.

“ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น และธรรมดา ไม่ว่าจะผิวสีใด มาจากที่ไหน พูดภาษาใด สิ่งใดกันที่เราต่างมองหา.. บ้านหลังใหญ่ รถคันหรูเงินในสมุดบัญชี ใบปริญญาในกรอบรูป หรือชื่อเสียงที่อยู่เพียงชั่วขณะ บทสุดท้ายของชีวิต อาจจะต้องการแค่เพียงบ้าน และรอยยิ้มจากคนที่เรารัก เพื่อได้พักพิงหัวใจเอาไว้”

DSCF1691

DSCF2245

สำหรับเรา การได้เที่ยวในประเทศไทยยังคงเป็นเหมือนการผจญภัยเสมอ ทุกครั้งที่ได้ไปยังสถานที่ใหม่ๆ ได้ทดลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้พบเจอกับมิตรภาพที่สวยงาม หรือแม้แต่รายละเอียดระหว่างการเดินทาง ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนกับขุมทรัพย์ล้ำค่า ที่เราพบเจอในทุกๆการเดินทาง

ขอบคุณและดีใจที่มีโปรเจกท์ เที่ยวไทยเท่ หลายๆครั้งเรามักจะมองข้ามการท่องเที่ยวเชิงนี้ อาจเพราะที่เรามักคิดไปเองว่ามันจะไม่สะดวกสบายหรือน่าเบื่อ แต่จริงๆและ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบนี้ ค่อนข้างให้ความรู้สึกที่ดีและแปลกใหม่มากๆ อาจจะไม่สบาย เท่านอนโรงแรม แต่สิ่งที่ได้มาคือความอบอุ่นและสุขใจ

ระยะเวลาที่เราอยู่มีเพียงสามวัน น้อยเกินไปสำหรับการจะเรียนรู้ทุกอย่าง ถึงแม้ไม่ใช่สถานที่อันยิ่งใหญ่ ถึงจะถูกซ่อนเอาไว้ในมุมเล็กๆของป่าเขา แต่เสน่ห์และเรื่องราวต่างๆของห้วยตองก๊อ เป็นส่ิงที่ช่วยยืนยันกับเราว่า ประเทศไทยของเรายังคงมีเรื่องราวน่าสนใจอีกมากมายที่รอให้ไปสัมผัส รวมถึงสถานที่น่าจดจำที่ควรกลับไปอีกครั้ง อย่างเช่นสถานที่แห่งนี้

“เที่ยวไทยเท่”

DSCF2208-2

DSCF2066


NOTE

หมู่บ้านห้วยตองก๊อ เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เปิดรับนักท่องเที่ยวแบบ โฮมสเตย์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่กันประมาณ 25 หลังคาเรือนและเปิดร่วมโฮมสเตย์ประมาณ 15 หลังคาเรือนทำให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในปริมาณที่จำกัดดังนั้นการเดินทางมายังห้วยตองก๊อ ทุกครั้งต้องผ่านการติดต่อประสานงานกับหมู่บ้านก่อน ผ่านเพจ

การท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านห้วยตองก๊อ / CBT Huay Tong Kor

เพื่อขอคำแนะนำและให้หมู่บ้านได้เตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวล่วงหน้า

เนื่องจากเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในหุบเขา และเส้นทางเข้าหมู่บ้านค่อนข้างยาก จึงไม่แนะนำให้ใช้รถส่วนตัวเข้าไปเท่าไหร่ เว้นแต่เป็นรถกระบะ(4WD)และผู้ขับมีความชำนาญเส้นทางบนภูเขา

วิธีการหลักในการเดินทางไปยังหมู่บ้าน

1.ติดต่อประสานงานกับชุมชนเพื่อนัดแนะให้รถจากชุมชนมารับที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน มีค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปกลับคือ รถยนต์ (ไม่เกิน10คน) 2500 บาท จักรยานยนต์ 600 บาท

การเดินทางโดยรถยนต์กระบะส่วนตัว ไม่แนะนำสำหรับหน้าฝน

1.เส้นทางจากเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน-ห้วยปูลิง-หมู่บ้านห้วยตองก๊อ ใช้เวลารวมประมาณ 8 ชั่วโมง ถนนจากแม่ฮ่องสอนไปยังห้วยปูลิงเป็นเส้นทางชันขึ้นลงเขาถนนดินสลับกับปูนเป็นบางช่วง

2.เส้นทางจากเชียงใหม่-สะเมิง-วัดจันทร์-ห้วยปูลิง-หมู่บ้านห้วยตองก๊อ ใช้เวลารวมประมาณ 5 ชั่วโมง

เส้นทางจากวัดจันทร์เข้าสู่ห้วยปูลิงเป็นถนนดินลื่น เลาะไปตามสันเขาไม่เหมาะแก่ผู้ไม่ชำนาญ

ภายในหมู่บ้านประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมต่างๆมากมาย มีค่าใช้จ่ายสำหรับวิทยากรประจำฐาน ฐานละ 300 บาท(กลุ่มละไม่เกิน10คน) โดยสามารถเรียนรู้ได้ในทุกขึ้นตอนอาทิ เรียนการทอผ้า ผู้เรียนสามารถเริ่มเรียนรู้ได้ตั้งแต่การเข้าป่าไปหาวัตถุดิบจนถึงการทอเส้นด้ายให้เป็นผืนได้เลย

กิจกรรมภายในหมู่บ้านประกอบไปด้วย จักสาน ตีมีด สมุนไพร ร้องเพลง ย้อมผ้าและทอผ้า

สำหรับการพักที่นี่ ทางหมู่บ้านจะแบ่งนักท่องเที่ยวกระจายไปพักตามบ้านต่างๆภายในหมู่บ้าน โดยเสียค่าที่พักคืนละ 150 บาท/คน และค่าอาหาร 70 บาท/มื้อ

ค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 3 วัน

ที่พักคืนละ 150

อาหาร 3 มื้อ 210 บาทต่อวัน

ที่เหลือเป็นค่าน้ำมันและค่าฐานกิจกรรม

รวมทั้งหมด = 1,560 บาท (ราคานี้ไม่รวมค่าเครื่องจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่)

DSCF1088.jpg

จนกว่าจะพบกันใหม่ ห้วยตองก๊อ


2 Comments

  1. การตะเข้าไปเที่ยวต้องติดต่อผ่านช่องทางไหนได้บ้างครับ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s