Time to find yourself.

44A6BD00-C16D-4444-ABFF-79076FCB35E4

– Time to find yourself –

อาจจะไม่คาดคิด แต่ต้องยอมรับว่าเราเองก็คือหนึ่งในคนที่หมด Passion กับสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำมันได้ทุกวัน ในทางกายภาพเราสามารถเรียกได้ว่ามันคือ ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) เราไม่อยากออกไปเจอกับสภาวะเก่าๆ ไม่อยากออกไปเจอสังคม เหมือนขาดแรงจูงใจในการทำอะไรหลายอย่าง จากที่เป็นคนที่สามารถรับมือกับหลายอย่างพร้อมกันได้ (หรือคิดไปเองว่าสามารถจัดการกับทุกอย่างได้) ความสามารถก็น้อยลง ผลที่ตามมาคือความ รู้สึกแย่กับตัวเอง (Imposter Syndrome) เพราะคิดว่าตัวเองนั้นไม่มีความสามารถเท่าเดิม
 ” เราเคยมีความสุขกับการเดินทาง มีความสุขกับการถ่ายภาพ มีความสุขกับการเขียนและถ่ายทอดเรื่องราว แต่แล้ววันนึงทุกอย่างรอบตัวกลับไร้ซึ่งความหมายเอาซะดื้อๆ เราพยามมองหาสิ่งที่ซ่อนไว้ในการมีอยู่ของเรา มองหาความหมายของภาพถ่ายที่เราอยากถ่ายทอด เรานั่งดูรูปภาพเก่าๆ ที่เราเคยถ่าย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เราเคยชอบภาพถ่ายของเราในอดีตเมื่อครั้งยังไม่มีความกดดันเกี่ยวกับงานมาเกี่ยวข้องเสียมากกว่า แม้เราจะไม่เคยศึกษาการถ่ายภาพอย่างจริงจัง หรือเราอาจจะไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของคำว่าช่างภาพเลยด้วยซ้ำ แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่การถ่ายภาพมันกลายเป็นชีวิต เป็นตัวตนของเราไปแล้ว”

-You can’t recycle wasted time-

L1007413

ที่เราเกริ่นมาซะยืดยาวก็แค่อยากจะถามว่า วันนี้คุณได้ใช้ชีวิตในแบบที่คุณเคยฝันไว้แล้วรึยัง เห็นโลกเท่าที่อยากเห็นไหม พักผ่อนเท่าที่ใจอยากรึเปล่า ยังกระหายที่จะเรียนรู้เหมือนหลายปีที่ผ่านมาและยังหลงไหลในสิ่งที่คุณเคยบอกว่าคุณรักเช่นเดิมไหม ? อย่าได้ผลัดคำตอบนี้ออกไปเรื่อยๆ เพราะมันสำคัญและมีความหมายมาก

ในระยะเวลาสามสี่เดือนก่อนการตัดสินใจ เราหาคำตอบให้ตัวเองได้ไม่ขาดสักที จนถึงวันที่เราต้องเดินเท้าขึ้นภูเขาระยะทางกว่าหลายสิบกิโลเมตรที่ประเทศเนปาล ความลำบากของเส้นทางทำให้วันๆ เราได้อยู่แต่กับตัวเอง นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เราตัดสินใจ ว่าเราอยากไปใช้ชีวิตที่อยู่ห่างจากสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆสักระยะ หาเพื่อนใหม่อยู่ในที่ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่การเดินทางแค่ชั่วคราว แบบที่พอใกล้จะปรับตัวได้ก็ต้องจากลา ใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานเลยกับความคิดนี้ ตอนนั้นคิดแค่เพียงว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ชีวิตกลับมาเป็นชีวิตอีกครั้ง เหมือนคำที่หยกชอบบอกกับเราว่า “We travel not to escape life, but for life not to escape us.” งั้นครั้งนี้คิดซะว่าเป็นไปการท่องเที่ยวตามหาตัวเองที่หายไปในระยะยาว 6 เดือนก็แล้วกัน

DSC_0891

Nepal คือทริปสุดท้ายก่อนที่เราจะเริ่มรู้สึกไม่ Enjoy กับอะไรสักอย่างเลย และเป็นช่วงที่เราได้อยู่กับตัวเองนานมาก จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราตัดสินใจในครั้งนี้

Never let go of your dream. 

IMG_4882

L1004225

London United Kingdom ;

WHY LONDON ?

     พอบอกว่าจะไปอยู่ไหนไกลๆ สักที่ ลอนดอนก็ผลุดจากความคิดเป็นเมืองแรก เพราะเมื่อปีก่อนเราเคยมาแต่ใช้เวลาอยู่แค่สี่อาทิตย์เท่านั้น ตอนนั้นก็ประทับใจมากกับความเป็นระบบระเบียบของที่นี่ ทั้งระบบการเดินทาง บ้าน ตึกอาคารที่สวยงาม แต่เแรงจูงใจหลักก็คงจะเป็นเพราะที่นี่มี Gallery,  Museum และ Exhibition รวมถึง Gig ต่างๆ เยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของทั้งงานศิลป์ งานดนตรี เพลง หรืองานต่างๆ จัดขึ้นก่อนใครเพื่อนก่อนจะถูกกระจายไปที่อื่นๆ เพราะไม่ว่าใครๆ ก็ปักหมุดมาลงที่ London เป็นอันดับต้นๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกที่ลอนดอน เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้มันไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนแน่ๆ มันเกี่ยวกับบรรยากาศทั้งหมด เราอยู่ที่นี่ เราเรียนเสร็จเราก็กางแผ่นพับและเช็คแล้ว วันนี้มีอีเวนท์ที่ไหนไหม วันนี้ศิลปินคนไหนจะมา Talk รึเปล่า ศุกร์นี้จะไป Gig ไหนดี หรือบางที Artist ที่เราชอบอาจจะมานั่งจิบกาแฟอยู่ตามหัวมุมถนนที่เราเดินผ่านก็ได้

STEPS TO START

       มาพูดถึงการเรียนที่ประเทศอังกฤษ หลายคนอาจจะนึกถึงปริญญาโทหรือการมาเรียนภาษา ที่ใช้เวลาสามเดือนถึงหกเดือนหรืออาจเป็นปี แต่นอกเหนือจากอะไรเหล่านี้แล้ว จริงๆ ที่นี่ยังมีคอร์สเกี่ยวกับ Art & Design ให้เลือกเรียนมากมาย ทั้งยังสามารถลงเรียนในระยะเวลาสั้นได้ด้วย และเมื่อคอร์สสิ้นสุดเราก็ยังได้ใบ Certificate จาก College เอามาเป็นพอร์ทได้อีก ฉะนั้นแล้ว Short Course จึงเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่สนใจอะไรแบบเฉพาะเจาะจงแต่มีเวลาน้อย หรือไม่ก็อยากมาเพื่อหาประสบการณ์ แลกเปลี่ยนทัศนคติที่กว้างขึ้น

L1004318

      สำหรับ Short Course ที่ว่าเราลงเรียนที่อังกฤษมาสองรอบแล้ว ครั้งแรกตอนปี 2017 และล่าสุดก็เมื่อปี 2018 ที่แล้ว ทั้งสองครั้งเราเรียนในเครือของ UAL ที่มหาลัย Central St. Martins และรอบนี้เพิ่มเติมอีกที่คือ London College Of Communication เพราะที่มหาลัยนี้เองก็โด่งดังเกี่ยวกับด้าน Art & Design เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านทฤษฎีหรือปฏิบัติก็ตาม

WHY CENTRAL ST. MARTINS? –  เพราะที่นี่ค่อนข้างแตกต่างกับมหาลัยอื่นๆในเครือของ UAL ที่ St. Martins จะเน้นสอนแบบ Conceptual มากกว่า Thecnical หรือในเชิง Commercial ตัวเราผู้ซึ่งไม่เก่งด้านเทคนิกใดๆ เลยรู้สึกว่ามันน่าจะเหมาะกับเรา เอาจริงๆ ในตอนแรกเราเองก็ไม่ได้ค้นหาความเป็นมาของวิชาหรือของมหาลัยมามากมาย แค่เลือกเรียนในสาขาที่อยากเรียนจริงๆ ได้เปิดประสบการ์ณและมุมมองใหม่ๆ ในที่ใหม่ๆ เท่านั้นเลย

ในครั้งนี้สิ่งที่เราจะเล่าถึงก็จะเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยและถามเรามา คือ

  • การสมัครเรียน ค่าใช้จ่ายอย่างคร่าวๆ
  • การเรียนการสอน
  • ที่อยู่ในนระยะสามถึงหกเดือน
  • สังคมและเพื่อน
  • เราได้อะไรจากการลงคอร์สและอยู่คนเดียวบ้าง

L1004312

Q&A

Short Course คืออะไร ? – Short Course คือการเรียนระยะสั้น ที่จะเปิดทุกๆ ช่วงซัมเมอร์ของอังกฤษ มีหลักสูตรเกี่ยวกับ Art&Design ให้เลือกมากมาย เพราะด้วยข้อจำกัดของเวลาทำให้ทุกอย่างถูกคัดกรองมาแบบรวบรัด กระชับและดีมาก เหมือนเราได้เรียนเนื้อหาเน้นๆในทุกคาบ ได้ลงฝึกภาคปฎิบัติแบบจริงจัง และหลังจากเรียนจบคอร์สแล้วได้ใบ Certificate จากทาง UAL ซึ่งสามารถใช้ประกอบการสมัครงาน
หรือนำผลงานที่เคยได้รับโจทย์จากตอนที่ทำการบ้านมาลงเป็นพอร์ท หรือถ้าใครขยันหน่อยก็ยังสามารถลงเรียนได้หลายๆ คอร์สสลับกันได้ด้วย ถ้าคาบวิชามันไม่ชนกัน เหมาะกับคนที่อยากเรียนต่างประเทศ อยากมาอยู่นานๆ แต่ไม่ถึงขนาดกับอยากเรียนขั้น ป.โท ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีมากเลย และอาจจะได้เพื่อนที่คุยกันถูกคอตรงตามสายงานที่เราเลือกเรียนด้วย

ระยะเวลาของการเรียน ? – คอร์สที่นี่มีตั้งแต่สั้นมาก แค่สองวัน หนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน ไปจนถึงสามเดือน แล้วแต่ว่าใครสนใจและมีเวลามากน้อยเท่าไหน แต่ที่แน่ๆ เลยคือไม่ได้เรียนทุกวัน ดังนั้นก็แล้วแต่เราเลยว่าจะจัดสรรเวลาที่เหลือไปทำอะไรบ้าง เช่น ทำโปรเจกท์ส่วนตัว เรียนอย่างอื่นเพิ่มเติม ใช้เวลาพวกนี้ในการเที่ยวเล่นหรือดูงานนิทรรศการที่จัดขึ้นในขณะนั้นตามพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ สำหรับคอร์สของเรามีระยะเวลาสามเดือน แต่เราอยู่ที่นี่ใช้จนวีซ่าหมด ตลอดเวลา 5 เดือนกว่าๆ เราไม่เคยคิดว่าเป็นการเสียเวลาเลยสักวันที่ได้ตัดสินใจมาที่นี่ เพราะทุกวันที่เราก้าวออกจากบ้านมันก็คือการเจอสิ่งใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ ตลอดเวลา

ต้องมีพื้นฐานด้านการถ่ายภาพไหม ? – สำหรับเราคิดว่าอาจจะต้องมีบ้างพอสมควร เพราะสำหรับบางวิชาที่เน้นด้านคอนเซปต์เข้ามาประกอบกัน ถ้าหากมีพื้นฐานด้านการถ่ายภาพอยู่บ้างก็จะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น อีกเพราะชอตคอร์สเป็นการเรียนระยะสั้นๆ ที่ค่อนข้างรวบรัด หากเราไม่มีพื้นฐานหรือมาเป็นศูนย์เลยอาจจะทำให้เราตามไม่ทันและอาจจะไม่ได้อะไรกลับไปมากเท่าที่ควร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าถ่ายภาพไม่ได้แล้วจะมาเรียนไม่ได้เลย สิ่งสำคัญคือหากมี Passion และความชื่นชอบเป็นทุนเดิม รู้ว่าอยากจะถ่ายภาพแบบไหนแนวไหน เราว่าวิชาพวกนี้มันก็สามารถไปกันได้กับทุกคนนะ

ภาษาสำคัญมากไหม ?  – สำหรับเราคงต้องตอบว่าสำคัญมาก เพราะถ้าเราตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนที่นี่ อาจจะใช่ที่เรียนถ่ายรูป รูปถ่ายก็สามารถพูดและสื่อสารแทนเราไปแล้วระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญคือการพรีเซนท์คอนเซปต์อธิบายว่าเรากำลังสื่อสารอะไรออกไปให้คนทั้งหมดที่กำลังชมงานของเราได้เข้าใจ หรือการดูสไลด์ จดเลคเชอร์ ตรงนี้ก็สำคัญ เพราะทุกคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักถ้าหากเราไม่เข้าใจ สิ่งที่เรากำลังพยายามมันอาจจะสูญเปล่าตรงที่เราจะได้รับข้อมูลผิดๆ หรืออาจจะมีอะไรตกหล่นไปได้ง่าย การรู้คำศัพท์เชิงเทคนิกของการถ่ายภาพมาก่อนก็สำคัญมากเช่นกัน หลายครั้งมีการทำงานกลุ่มร่วมกับผู้อื่น ก็จะต้องสลับกันเขียนสิ่งที่คิด และจะมี quick quiz เกิดขึ้นบ่อยมาก เราเลยคิดว่าภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ในการ
เตรียมตัวมาเรียนมากเลย

ต้องสอบอะไรไหม ?  – ไม่ต้องสอบเลย อันนี้มันเป็นแค่คอร์สสั้นเหมือนซัมเมอร์คอร์ส ใครอยากเรียนก็ได้เลยค่ะ แค่มีวีซ่านักเรียน และมีพอร์ทเล็กๆ แนบมาเท่านั้นเอง

ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง กล้องอะไรที่เราใช้ประจำ ? – กล้องที่ใช้ประจำกับสมุดจดดีๆ เท่านี้ก็เริ่มเรียนได้แล้วส่วนเราใช้กล้อง Leica MP240 ประกอบกับ LeicaM6 ที่เป็นกล้องฟิล์มแต่ตอนเรียนบางทีเราก็ใช้ SONY RX100 ด้วย เพราะว่ามันเบาและใช้ง่ายมาก ไม่ต้องหมุนโฟกัส เอาเป็นว่าใครมีกล้องตัวเก่งตัวไหนก็สามารถเอามาเรียนได้หมดเลย

ก่อนอื่นเลย เราสามารถเข้าไปเลือกคอร์สได้ที่

https://www.arts.ac.uk/study-at-ual/short-courses

หลักๆ จะมีให้เราเลือกคือ

3d design and product design, Accessories, footwear and jewellery, Animation, interactive, film and sound, Architecture and spatial design, Business & management, and science, Communication and graphic design, Curation and Culture, Fashion business, Fashion communication, Fashion Design, Fashion making and pattern cutting, Fashion styling and make up, Fine art, llustration, Journalism, PR, media and publishing, Photography, Textiles and materials Theatre, screen and performance design

Screen Shot 2562-03-06 at 21.34.48

        หลักสูตรมีเยอะมาก แต่สำหรับเรา เราโฟกัสไปที่หมวด Photography ซึ่งก็จะมีแตกแยกย่อยให้เลือกอีกที เป็น Documentary PhotographyDigital Photography, Fashion Photography, Art of snapshot, Portfolio Photography, Report Photography Portraits Photography, Darkroom, Film Camera และยังมีเรียนกับช่างภาพจาก Magnums แบบ Exclusive ด้วย แต่ค่าใช้จ่ายก็จะค่อนข้างสูงหน่อย

หลังจากเราเลือกได้แล้วว่าอยากลงเรียนคอร์สไหน เราก็ทำตามขั้นตอนที่ทาโรงเรียนแนะนำ แต่ละวิชามีการเตรียมตัวไม่เหมือนกัน บางวิชาแทบจะไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย หรือก็บางวิชาอาจจะขอดูพื้นฐานเดิมของเราก่อน บางวิชากำหนดอายุผู้เรียน อันนี้ก็ Feel free to choose เลย ทุกวิชาดีหมดขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน เพราะชอตคอร์สคือหลักสูตรสั้นสำหรับคนที่สนใจเรื่องราวเฉพาะทางและมีเวลาไม่มาก ระยะเวลาการเรียนเลยค่อนข้าง open และมีหลาย schedule ให้เลือก

มาเริ่มเล่ากันถึงคอร์สแรกที่เราเคยลงเรียนไปเมื่อปี 2017 ซึ่งปัจจุบันคอร์สนี้ก็ยังเปิดสอนอยู่นะ ลองอ่านดูเผื่อใครชอบวิชาประมาณนี้จะได้เป็นอีกหนึ่งทางในการประกอบการตัดสินใจ

IMG_6011

2017

Photography

Screen Shot 2562-03-06 at 21.37.42

        Art of snapshot

      รอบแรกเมื่อปี 2017 เราวางแผนมาอังกฤษแค่เดือนเดียว เราเลือกเรียน Art of snapshot และเรียน แบบเต็มวัน ถือว่าเป็นการมาลองเชิงดูก่อน เพราะตอนนั้นด้วยความยังไม่รู้ว่าอะไรป็นยังไง ยิ่งถ้าถามเรื่องเทคนิกเรื่องกล้อง ต้องบอกว่าเราไม่ถนัดเอาเลย ความรู้เกี่ยวกับการ Adjust ก็น้อยมาก ในทุกวันเวลาเรียนของเราคือ 10.30-17.00 ระยะเวลาเรียนประมาณ 1 อาทิตย์ และอีก 1 อาทิตย์สำหรับทำโปรเจคเพื่อ Discuss กับอาจารย์อีกที และนี่คือ Description ของวิชานี้

  • If you are looking to begin an interpretative and/or discursive relationship with your photography, you will find this course an illuminating experience! By using mediums such as freeform drawing, paper sculpture, story-cubing and writing, it will give you valuable tools for photographic ideation. You can think of each project as a kind of photographic alchemy  where we encourage experiment, failure, accident and play as valid contributors to important discoveries along the creative process

IMG_6240

       Art of snapshot เป็นคอร์สเกี่ยวกับการถ่ายรูป โดยจุดสำคัญคือเน้นเรื่องการหา Inspiration คิด Concept ก่อนถ่ายภาพ หรือหาเทคนิกใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นการ Shoot from the hip โดยเอากล้องไว้ตรงสะโพกและกดถ่ายเลยแบบไม่ต้องมอง / การถ่ายภาพโดยปรับโฟกัสให้ Blur และให้เราพรีเซนท์ว่า mood ของภาพมันคืออะไร / การถ่ายภาพแบบ Typology Photography หรือการนั่งรอในที่เดิมประมาณ 3 ชั่วโมงในสถานที่เดียวกันพร้อมกับเพื่อน เพื่อถ่ายภาพแล้วนำไปพรีเซนท์เพียงภาพเดียว เราคิดว่าวิชานี้ตอบโจทย์กับคนที่ชอบถ่ายสตรีท เพราะหลายอย่างค่อนข้างคล้ายคลึงกันมาก ไม่เน้นอุปกรณ์แต่เน้นความคิดสร้างสรรค์ มุมมองที่แปลกใหม่ การได้เจอกับ Moment ดีๆ ก็ทำให้ตอบโจทย์กับขอบเขตของวิชานี้แล้ว

e.g – BLUR ; Concept ที่ได้มาจากการดูตัวอย่างงานของศิลปินที่ชื่อว่า Bill Jacobson โดยเราจะต้องศึกษาเอกลักษณ์ของศิลปินต่างๆ และสร้างสรรค์มันในรูปแบบของเราเอง

       Ways to study ?

วันแรกของการเรียนจะมีการพูดคุยกันถึงสไตล์การถ่ายภาพของตนเอง ด้วยการให้เริ่มจากการวาดภาพง่ายๆ คิดเร็วๆ มีตัวเลือกให้วาดแค่เรขาคณิต อาจารย์จะบอกคำศัพท์ที่จับคู่มากับรูปทรงเลขาคณิต และให้เราลองจัดวางองค์ประกอบลงบนกระดาษโดยต้องให้ความหมายสื่อออกมาได้ตรงกับคำศัพท์ด้วย เป็นการสะท้อนทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเราชอบการจัด Composition แบบไหน และมันก็จะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพในแบบที่เราชอบถ่าย จากนั้นในห้องเรียนเค้าจะแจกกล้องใช้แล้วทิ้งให้ทุกคนเก็บไว้ แต่ไม่ได้บอกว่าให้ทำอะไรบอกแค่อยากเอาไปทำอะไรก็ทำ แล้ววันสุดท้ายมาดูกันว่าสายตาที่เรามันผ่านกล้องใช้แล้วทิ้งนั้น  มันคืออะไรบ้าง

20638075_1261227744003756_3251622848009744268_n

บรรยากาศการถกเถียงที่เกิดขึ้นทุกเช้า

ครั้งแรกเราค่อนข้างประทับใจมาก เพราะอาจารย์ Open mind อย่างที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ไม่มีการบอกว่าอันนั้นถูกหรืออันนี้ผิด ดีหรือไม่ดี ทุกวันเราจะได้ออกไปถ่ายรูปพร้อมกันกับเพื่อนในห้อง ในระยะเวลาเท่าๆ กัน (ประมาณ 2 ชั่วโมง) เสร็จแล้วอาจารย์จะพาไปที่ House ของเค้า House ที่ว่านี้คือสตูดิโอกึ่งบ้าน ที่จะมีห้องประชุมใหญ่และห้องประชุมแยกออกมาอีกที ทุกคนจะนั่งรวมกันที่ห้องประชุมใหญ่ก่อน และแยกเข้าไปคุยในห้องอีกที ทีละคน ในแต่ละวันอาจาร์ยจะชวนเราคุยถามถึงแนวคิดของงานที่กำลังจะทำอารมณ์เหมือนกับว่า 2 ชั่วโมงแรกคือการเซอร์เวย์ว่าจะถ่ายอะไร ทำอะไร และก่อนจะหมดวันก็เข้าไปปรึกษาเพื่อ Clear cut กันอีกที และเวลาที่เหลือหลังจากนั้นเค้าก็จะปล่อยให้เราทำงาน และนำไป Print ออกมาพร้อมกันที่ห้องสมุดตอนเช้าวันถัดไป และแปะกับผนังเพื่อรอการความคิดเห็นจากเพื่อนๆ อีกที

สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้จากอาจารย์ต่างชาตินี้คือ ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ไปต่อไม่ได้ หรือยังไม่ดีพอ ทุกความคิดที่เราเล่าให้อาจารย์ฟังจะถูกนำไปกลั่นและเสนอกลับมาเป็นคำแนะนำให้เราลองอีกครั้ง เรียกได้ว่าถ้าใครมีความคิดพื้นฐาน หรือไอเดียของเรื่องอยู่แล้ว ก็สามารถปรึกษาและทำงานนั้นให้จบได้

20621916_1261246687335195_3500700367377943157_n

ภาพจากตัวอย่างกล้องใช้แล้วทิ้งของเราที่อาจารย์ให้มาในวันแรกของการเข้าเรียน

NOTED* สำหรับวิชา Art of snapshot ก่อนสมัครต้องส่งพอร์ทที่มีรูปถ่ายของเราประมาณ 10 ภาพ และเค้าจะอีเมลล์ตอบกลับมาหาเราอีกที และเราต้อง Print ภาพที่เค้าคัดเลือกเพื่อไปพรีเซนท์ในวันแรกของการเปิดเรียน

2018

L1002093

KingCross Station สถานีด้านหน้าโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานีใหญ่ สามารถเดินทางไปประเทศอื่นและเมืองอื่นๆได้จากที่นี่

ปี 2018 เราเลือกเรียนสองคอร์สด้วยกัน ก็คือ Digital Photography และ Documentary Photography โดยเราเริ่มเรียน Digital ก่อน และพอเสร็จแล้วจึงไปเรียนDocumentary โดยที่เวลาไม่ทับซ้อนกัน

img_4040.jpg

Digital Photography

Why Digital Photography? – จริงๆ เราลงเรียน Improve your skills of photogpaphy ไว้แต่พอใกล้ถึงวันเปิดเรียนคนที่สมัครลงคอร์สนี้กลับมีน้อยมาก ทางโรงเรียนเลยย้ายนักเรียนมาเรียนรวมกันกับคลาสนี้ Digital Photography สอนเกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องทั้งหมด เรียนรู้ขีดจำกัดของกล้องตัวเอง และเน้นการหา Inspiration แต่อย่างที่บอกไว้ตอนต้นเราค่อนข้างไม่ชำนาญในเรื่องการตั้งค่าหรือเทคนิกกล้องเลย จากคลาสนี้เราเลยได้เรียนเพื่อรู้ว่าการตั้งค่าที่ถูกต้องมันคืออะไร เผื่อมันจะช่วยให้ภาพของเราออกมาดีขึ้นถ้าได้เรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ให้เป็น และนี่ก็คือ Description ของวิชานี้

  • This course will help you to explore the creative potential of your camera and develop an understanding of how to see the world with a ‘photographer’s eye’. It places digital photography within the more universal context of the medium’s tradition by teaching the creative possibilities of lens and shutter control common to all types of camera, as well as the technical aspects that are particular to digital cameras. The aim is to broaden your critical thinking about photography, so the course does not focus exclusively on the technical aspects of digital photography. You may spend some time in the darkroom or use a film camera to give examples of different outcomes.

NOTED ; วิชานี้จะเน้นการรีเสิร์ชเยอะมาก ทั้งประวัติของศิลปิน ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ หนังสือที่เกี่ยวกับศิลปินที่ชื่นชอบ โดยจะมีการพรีเซนท์ใหญ่เกิดขึ้นในทุกๆ อาทิตย์

   Ways to study ?

คอร์สนี้ใช้ระยะเวลาสามเดือน ซึ่งไม่ได้เรียนทุกวัน แต่จะมีงานให้ตลอดทุกอาทิตย์ และเราก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานที่ได้รับมา นักเรียนในคลาสมีกันแค่ 6 คน ทุกวันก่อนเริ่มเรียนจะต้อง Import รูปลง Computer เพื่อเปิดให้เพื่อนทุกคนดูแล้วช่วยกันวิจารณ์เป็นแบบนี้ทุกครั้ง

เมื่อตอนเริ่มต้นคลาสในอาทิตย์แรกจะมีโจทย์ให้เราถ่ายภาพ 100 ภาพตามชีทใบนี้ที่แนบมา ถือว่าหฤโหดพอสมควร แต่เราคิดว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก ที่จะได้ทำความรู้จักลอนดอนและสังเกตุสิ่งต่างๆรอบตัวโดยมองผ่านเลนส์กล้องของเรา และได้ฝึกตีความตามโจทย์ให้ออกมาในรูปแบบที่เราอยากนำเสนอ ด้วยโจทย์ง่ายๆ ถ้าใครอยากทำตามก็สามารถเอาโจทย์นี้ไปลองถ่ายกันได้นะ ถือว่าเป็นการฝึกให้สังเกตุอะไรรอบๆ ตัวได้ดีเลย

IMG_9325

     และแม้ว่าสาขาของเราจะเน้นเรียนเกี่ยวกับกล้องดิจิตัลเป็นหลัก แต่ว่าช่วงกลางๆ คลาส อาจารย์จะให้กล้อง Pantax กันมาคนละตัว และถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อไปล้างใน Dark room โดยมีโจทย์คือกล้องยี่ห้อเดียวกัน ฟิล์มชนิดเดียวกัน ปรับรูรับแสงเท่ากัน ถ่ายในสถานที่เดียวกัน แต่ต้องครีเอทรูปภาพของตัวเองให้แตกต่างให้ได้ และทุกคนก็นำมาล้างพร้อมกันเมื่อวันที่เรียนใกล้จบ สำหรับเรามันคือการเข้า Dark Room ครั้งแรก ค่อนข้างตื่นเต้นมากที่จะได้ทดลองล้างรูปด้วยตัวเอง โดยในโรยงเรียนเราจะสามารถเข้ามาล้างรูปกี่ครั้งก็ได้และเมื่อไรก็ได้ ตราบใดที่บัตรนักเรียนเรายังไม่หมดอายุ และใช้อุปกรณ์เป็น โดยต้องติดต่อบอกกับอาจารย์ที่สอนเรานี่หละ บอกเอาไว้ก่อนว่าเรากำลังจะเข้ามาใช้ห้องแล้วนะ แล้วนี่ก็เป็นภาพบรรยากาศเล็กๆ ที่เราถ่ายเก็บเอาไว้นิดหน่อย

img_6974-2.jpg

เนกาทีฟที่เราล้างเองกับมือ เป็นภาพที่เราถ่ายไว้เมื่ออาทิตย์ที่สามของการเรียน

     สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราชอบ St. Martins คือเรื่องของอุปกรณ์ที่ทันสมัยและครบครันมาก เราชอบแอบมองฝั่งที่เค้าเรียนแฟชั่น ทุกอย่างมันดูพร้อมใช้งานตลอดเวลา ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราเรียนเอกสาขาภาพพิมพ์ อุปกรณ์แต่ละอย่างต้องค่อยๆ สลับกันใช้ แต่ที่นี่ห้องภาพพิมพ์ใหญ่มากกกกก และเด็กหลายคนสามารถทำงานพร้อมๆกันได้หมดเลย สตูดิโอก็เช่นกัน ไฟพร้อม คอมพิวเตอร์พร้อม เหลือแค่รอคนมาใช้จริงๆ

อย่างที่บอกว่าวิชานี้คือวิชา Digital Photography สิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ก็คือการจัดไฟในสตูดิโอ ปกติเราจะใช้สตูดิโอเป็นห้องเรียนอยู่แล้ว เพราะใช้ทั้งพรีเซนท์และถ่ายรูปไปด้วยหากมีเวลาเหลือ ตอนช่วงใกล้จะจบคอร์สทุกคนจะได้ลองจัดไฟกันเอง แต่ละคนจะได้ทดลองจัดแสงเองและใช้เพื่อนในห้องเดียวกันมาเป็นแบบสลับกันถ่ายภาพออกมา

IMG_6030

     สรุปสำหรับเราคอร์สนี้เราให้คะแนนกลางๆ ไม่ตื่นเต้นมาก การเรียนส่วนใหญ่เน้นรีเสิร์ช เรียนประวัติช่างภาพดูงานของพวกเค้าและลองไปปรับใช้ตาม 70% ในห้องเรียนคือการเปิดดูหนังสือ ดูสไลด์ ดูภาพจากคอนแทคชีทของศิลปิน ดูวีดีโอของศิลปิน และค่อยแยกย้ายกลับบ้านไปทำงาน หลักๆก็คือเรียนรู้ข้อจำกัดของกล้องและถ่ายภาพภายใต้ข้อจำกัดเหล่านั้น ที่เราตั้งใจลงคอร์สนี้เพื่อรอเวลาการได้เรียนคอร์สถัดไปคือ Documentary Photography เราเป็นมนุษย์ผู้ปรับกล้องไม่เก่งอย่างที่บอกไว้ตอนต้น มาเรียนวิชานี้ก็เพื่อแค่อาจจะเก่งขึ้นเพื่อไปเรียนวิชาถัดไปแค่นั้นเอง 55

img_4037.jpg

Documentary Photography

Screen Shot 2562-03-06 at 21.37.22

L1009486.jpg

Documentary Photography ; Seeing the World

        Why Documentary Photography – เพราะตอนนั้นเรารู้สึกหลงและมึนงงในด้านการสร้างสรรค์ผลงาน เอาเข้าจริงๆ เราก็เป็นแค่คนนึงที่ชอบถ่ายรูป ชอบที่จะอยู่หลังเลนส์ เราหลงไหลกับการได้เก็บภาพ เก็บช่วงวินาทีที่มันเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว เมื่อคิดได้ว่าการถ่ายภาพกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถทำได้ เราเลยอยากลองตั้งใจกับมันสักที แต่การถ่ายภาพแบบไหนกันที่เราจะชอบ หากบอกว่าให้ลองถ่ายภาพแนว Fashion หรือถ่ายภาพจัดฉากเพื่อถ่ายโปรดักส์สวยๆ ก็ดูจะไม่ใช่สำหรับเรา การถ่ายภาพ Landscape หรือถ่ายภาพวิวท่องเที่ยวทั่วไป นานๆ ทีถึงจะมีรูปที่ใจเราชอบสักรูปนึง

เราเลยเริ่มสังเกตตัวเองก่อนว่าจากทั้งหมดทั้งมวลนั้น รูปอะไรที่เราถ่ายเก็บไว้เยอะที่สุดเวลาเราได้ไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ เมื่อนั่งดูภาพไปเรื่อยๆ เราก็ได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า จริงๆ เราชอบดูผู้คนใช้ชีวิต อยากรู้ที่มาที่ไปได้นั่งพูดคุย แลกเปลี่ยน หนักสุดก็เคยถึงขั้นขอตามไปดูบ้านเค้า และทุกครั้งที่สิ่งนั้นเกิด มันจะเป็นจุดเล็กๆ ที่เติมเต็มการเดินทางของเราให้สมบูรณ์ทุกที และด้วยชื่อวิชา Seeing the world ทำให้เรารู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากกว่าปกติ เลยตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะลงเรียนคอร์สนี้ พาร์ทนี้เราจะเขียนยาวและค่อนข้างลงรายละเอียดเกี่ยวกับการสอนหน่อยนะ ถ้าใครไม่ได้สนใจวิชานี้ก็กดข้ามไปได้เลย

L1001847_polarr.JPG

        Documentary Photography เป็นคำที่เราได้ยินบ่อยมาก เราแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเราหลงไหลมัน จนกระทั่งเราเริ่มสนใจหนังสือเกี่ยวกับ Documentary Photography สนใจช่างภาพที่เก็บเรื่องราวต่างๆ สนใจงานฟิล์มที่เป็นเชิงสารคดี ดังนั้นการมีคอร์สนี้เปิดสอนมันเลยทำให้เราใจเต้นตึกตักมาก นั่งนับวันรอที่จะได้เข้าเรียน

       ขั้นตอนของการเรียนวิชา Documentary Photography ก่อนอื่นเลย เราจะได้คุยกับผู้ช่วยผู้สอนผ่านทางอีเมลล์ เค้าจะคอยเมลล์มาบอกเราว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง และเราต้องส่งตัวอย่างภาพถ่ายพร้อมกับ Description ของเรื่องราวเหล่านั้นโดยยกตัวอย่างมาแค่ 3 ภาพในเรื่องเดียวกัน ให้เหมือนกับเป็น Photos Story เราหยิบยกเรื่องราวของคุณยายที่ทำผ้าเขียนเทียนที่แม่สาใหม่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เราบรรยายถึงการมีอยู่ของคุณยายและกลุ่มชนเล็กๆ บนภูเขานั้น เพียงเพราะเราคิดว่าเราเข้าใจมันที่สุด และเราคงจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขาอีกมากมาย

       ในวันแรกของการเรียน ภาพชุดนั้นถูกเปิดขึ้นอีกที แต่ละคนเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงต้องเป็นภาพพวกนี้ ณ ตอนนั้นเรารู้สึกตัวเลยว่าเราตัวเล็กจิ๋วเอามากๆ เราอยากจะหายตัวไปจากห้องเอาซะดื้อๆ เพราะเพื่อนแต่ละคนมีภาพที่บอกเรื่องราวมากมาย บางคนถ่ายภาพมาจากแคมป์ผู้อพยพในซีเรีย หรือแม้แต่พวกเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆ ทุกคนอธิบาย Sign และความหมายที่ต้องการจะสื่อในภาพของตัวเองได้อย่างละเอียด และเมื่อเรามองให้ดีทุกอย่างในภาพมันทำงานมากเมื่อประกอบกับเรื่องเล่า

จนถึงตอนที่เราต้องบรรยายเรื่องราวของคุณยายบ้าง และบอกเค้าว่าเราอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงการมีอยู่ของการทำผ้าแบบไทย ในใจหวังว่าต่อจากนี้ไป เมื่อเราเรียนจบคลาส เราอาจจะได้เปิดมุมมองของหลายๆ คนในการอนุรักษ์สิ่งต่างๆ ที่กำลังจะหายไป, เพราะในความเป็นเจ้าของภาพที่เราคิดว่าเราเข้าใจมันที่สุด แต่กลับยังมีคนที่มองงานเราได้ลึกกว่า แบบที่เราเองก็แทบคิดไม่ถึง เค้ามองเห็น Sign และรายละเอียดต่างๆ บนภาพที่เรามองข้ามไป มันทำให้เรากลับมาฉุกคิดถึงภาพถ่ายของเรา ว่ามันมีสัญลักษณ์อะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ ที่เราไม่รู้อีกไหม

DSCF2861

DSCF2857

ภาพที่เราใช้ส่งเมื่อตอนเริ่มเรียนครั้งที่หนึ่ง

    Ways to study?

    การเรียนจะเป็นในรูปแบบตอนเช้าเรียนทฤษฎีจากการฉายสไลด์ ตอนบ่ายออกไปถ่ายรูป และตกเย็นเอารูปลงคอมพ์ ปรับแต่งเล็กน้อย และวิจารณ์งานกันตรงนั้นเลย บรรยากาศโดยรวมถือว่าดีมาก อาจารย์สนิทกับนักเรียนมาก ถามไถ่อย่างใส่ใจและให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากันๆ ตลอดเวลา ให้เวลาในการคิดและจะคอยซัพพอทร์ทกับตอบคำถามที่เราสงสัยอยู่เรื่อยๆ

สิ่งที่เราประทับใจคืออาจารย์มักจะพาออกไปดูงานตามแกลเลอรี่นอกโรงเรียนบ่อยๆ และให้เวลาส่วนตัวในการชมงาน เสร็จแล้วจะเรียกรวมกันเพื่อดูงามไปพร้อมๆ กันอีกที เรารู้สึกว่ามันมีเวลาได้คิด ได้ใส่ความเห็นของตัวเองไปก่อน ก่อนที่จะได้รับฟังคนอื่นว่าทำไมเค้าถึงชอบรูปเหล่านั้น ทำไมเค้าถึงถูกใจ หรือทำไมเราถึงไม่ได้ชอบมาก การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตั้งแต่อยู่ในแกลเลอรี่ เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเรามาก เพราะปกติเราชอบเดินดูอะไรพวกนี้คนเดียว จะดีจะไม่ดีการตัดสินใจมันอยู่ที่เราคนเดียวโดยไม่เคยได้รับข้อมูลจากคนอื่นเลย สิ่งนี้เลยเป็นอีกสิ่งที่ค่อนข้างช่วยเราในเรื่องของการรับฟังความเห็นและมุมมองการดูงานของคนอื่น เป็นสิ่งที่ดีพอๆ กับการที่ได้วิจารณ์งานเพื่อปรับปรุงเลยหละ

อย่างเช่นภาพเซทนี้เกิดจากการที่เราพึ่งได้ไปดูงานพร้อมกันที่ Photographer’s Gallery ของศิลปินที่ชื่อว่า Roman Vishniac โดยอาจารย์จะนัดเราพร้อมกันที่นั่น แบ่งเวลาส่วนตัวให้เดินดูงานด้วยตัวเองหนึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วให้เลือกรูปที่ชอบที่สุดคนละรูป และมาอธิบายกับเพื่อนว่าทำไมตัวเองต้องชอบรูปถ่ายใบนี้ เมื่อจบการพูดคุยเค้าก็ให้แยกย้ายและถ่ายรูปตามคอนเซปท์ก็คือ Londoner โจทย์คือ ภาพที่ถ่ายต้องมีคนมากกว่าสามคน / คนถ่ายต้องหันมาแบบไม่รู้ตัว และภาพสถานที่ที่ไม่มีคน ในระยะเวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง

L1009429

L1009463

L1009473

    และเมื่อวันใหม่เริ่มขึ้น เราทั้งหกคนในคาบก็เริ่มเข้าใจความหมายเบื้องต้นของการถ่ายภาพเชิงสารคดีมากขึ้น การบ้านต่อมาคืออาจารย์จะให้เราทำงานกลุ่มโดยการเลือกข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มากันคนละเรื่อง และแบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่ม เราเลือกข่าวที่มีรถไฟชนกับรถกระบะที่ประเทศหนึ่ง และให้เราจินตนาการว่าหากเราจะต้องไปบันทึกภาพเหล่านั้น เหตุการณ์พวกนั้นมันบอกอะไรกับเราบ้าง

หากเป็นแต่ก่อนเราอาจจะคิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่นาทีนี้ที่เรากำลังเรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพเชิงสารคดีเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำรีเสิร์ชสั้นๆ และตั้งสมมติฐานก่อนเสมอ เพื่อนในกลุ่มเราสามารถโยงใยไปถึงรัฐบาลได้ขนาดที่ว่า อาจจะเกี่ยวกับการทำงานหนัก การพักผ่อนไม่เพียงพอจนทำให้หลับใน จนทำให้กระบะพุ่งชนเข้ากับรถไฟ ทำให้เกิดผู้เสียชีวิต ยาวไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกว่าที่ผ่านมาความคิดของเรามันช่างสั้นและตื้นมาก 55 และการได้ฝึกตั้งสมมติฐานบ่อยๆ มันทำให้เรารู้จักเชื่อมโยงเรื่องราว การทำรีเสิร์ชต่างๆ ก็เช่นกัน ทำให้เรารู้ว่าเราควรรับมือและเตรียมตัวอย่างไรกับสถานการณ์ที่เรากำลังจะถ่ายทอด

L1009467

อาจารย์มักจะพูดเสมอว่า การถ่ายภาพเชิงสารคดี ต้องไม่ทำให้บุคคลในภาพเสียหายหรือถูกการเข้าใจผิด การถ่ายทอดที่ดีต้องเกิดจากความเข้าใจเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้ ดังนั้นการรีเสิร์ชจึงไม่ใช่ขั้นตอนไร้สาระ ยิ่งเรามีฐานข้อมูลมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้ว่าเรากำลังจะถ่ายและสื่อสารอะไร

Steps to get ready to shot

  1. Identify your idea
  2. Research your story

และต้องอย่าลืมว่าเรากำลังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคนอีกคน อย่าบิดเบือนความเป็นจริง เราต้องเคารพสิทธิและมีความรับผิดชอบเสมอหากจะถ่ายใคร เพราะเราก็คงไม่อยากเป็นช่างภาพนักบิดเบือนนิสัยไม่ดีใช่ไหมหละ และอย่าใจร้อนเราฝึกที่จะต้องอดใจรอ เพื่อที่จะได้เก็บโมเมนท์ดีๆ ที่บางครั้งจังหวะของมันก็ไม่ได้ผ่านมาบ่อยๆ และมันอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวด้วยซ้ำ และยิ่งกว่านั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะถูกปฏิเสธบ้าง เพราะทุกอย่างไม่เกิดจากการจัดฉากขึ้นมา แต่ต้องนึกไว้เสมอว่า เรากำลังถ่ายทอดเรื่องราวของความจริง

  1. What do you want to tell
  2. Who in this story
  3. Where is this
  4. Why do you want to tell

นี่คือแกนหลักที่เราได้เรียนมาว่าก่อนจะเริ่มถ่ายรูปสารคดีสักเซทนึง เราควรวางแผนการทำงานในระดับหนึ่ง เพื่อเป็นการง่ายต่อการทำงาน โดยตอนที่เราเรียนอาจารย์ได้ให้โจทย์ในการทำ Documentary กับคนแปลกหน้าในตลาด มีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงในการหาว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร และเราต้องการจะเล่าอะไรให้ทุกคนฟัง เราไม่อยากเชื่อว่าเราจะสามารถขุดคุ้ยเรื่องราวของคนที่พึ่งเจอหน้ากันได้ไม่กี่นาที จากเรื่องทั่วไปๆ เป็นแผ่นเพลงที่ชอบฟัง ไปจนถึงรสนิยมด้านความรัก การเรียนครั้งนี้มันสอนให้เรารู้จักรับมือกับสถานการ์ที่มีเรื่องเวลาเป็นขีดจำกัด

L1009523

ชายวัยกลางคนที่ขายแผ่นไวนีลอยู่กลางห้างที่เก่าที่สุดในอังกฤษ เราใช้เวลาอันน้อยนิดถ่ายทอดและเก็บเรื่องราวของเค้านำมาทำเป็นสารคดีเพื่อพรีเซนท์ในห้องเรียน

L1009537

L1009555

เมื่อก่อนเราอาาจะเลือกถ่ายแค่พอร์ทเทรทของคน เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบและถนัดที่สุด แต่เราพึ่งตระหนักได้ว่ามันไม่เล่าเรื่องอะไรเลย เราต้องยอมถอยห่างออกมามองในมุมกว้าง มองถึงสภาพแวดล้อมที่เค้าอยู่ แม้บางภาพจะไม่ถูกใจ แต่ถ้าขาดภาพนั้นไปสักใบ เรื่องทั้งหมดมันก็คงประกอบกันไม่ได้เรื่องราว

IMG_7004

โจทย์คือดูวีดีโอการถ่ายภาพของ Martin Parr 5 นาที ลงมาถ่ายรูป 15 นาที

IMG_7007

พอเราเรียนคอร์สนี้จบ มุมมองการถ่ายภาพของเราก็เปลี่ยนไปอีกระดับนึง เรามักจะมองเห็นดีเทลเล็กๆน้อยๆ มักมองหาสิ่งที่จะทำให้ภาพมันเล่าเรื่อง เราเลิกกดชัตเตอร์เยอะๆ แล้วต้องมานั่งคัดภาพทีหลัง  เลิกการคัดรูปแบบเสียไม่ได้คืออันนั้นก็ชอบ อันนี้ก็ชอบ มาเป็นเลือกรูปที่เล่าเรื่องที่สุดรูปที่จับใจความได้มากที่สุด

เราให้คะแนนกับคลาสนี้ 10/10 เลยหละ เพราะเรารู้สึกประทับใจกับทุกอย่างมาก ระบบการสอน อาจารย์ เพื่อนร่วมห้องที่เหมือนคัดเอาคนประเภทเดียวกับเรามาเรียนด้วยกัน สำหรับการเรียนจบคลาสนี้ไม่ได้การันตีว่าเราจะเก่งขึ้นมาทันที แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้พบเจอผู้คน เรียนรู้มุมมอง รู้จักวางแผนในการเล่าเรื่องราวก่อนการทำงาน เรารู้สึกถึงความเป็นระบบระเบียบทางความคิดมากขึ้น มองเห็นในรายละเอียดมากขึ้น

L1002015

My first Documentary project : )

IMG_1043

BOATERS

และนอกจากนี้เรายังได้เริ่มทดลองทำสารคดีชุดเล็กๆ ของตัวเองเป็นครั้งแรกด้วย ความรู้สึกมันแตกต่างกับการถ่ายภาพเมื่อก่อนมาก เราทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราว เรารู้ว่าการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องธรรมดา และเคารพในสิทธินั้น ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เรารู้จักอดทนรอ และถ้าหากมันไม่นานจนเกินไปคงได้เห็นสารคดีชุดนี้กันเร็วๆ นี้ ที่เราเรียกว่าเอาทุกอย่างที่เรียนมาประยุกต์ใช้แล้วจริงๆ ฮ่าๆ


WAYS TO LIVE

L1008028

ใช้เวลาทั้งหมดไปกับอะไรบ้าง ? เราขอวีซ่าได้ที่ 6 เดือน แต่ก่อนจะเริ่มเรียนเราก็ใช้เวลาไปกับการทำความรู้จักประเทศอังกฤษประมาณ 20 วัน ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่าง ๆ และอีกอย่างคือเราสมัครสถาบันสอนภาษาไว้ด้วย ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก St. Martins ห่างกันแค่สถานีเดียว ด้วยความหวังไว้ว่าตอนที่เราเริ่มเรียนคอร์สที่สองคือ Documentary Photography เราอาจจะต้องใช้การเขียนและการพรีเซนท์อย่างหนัก และอีกอย่างเราไม่ได้เรียนถ่ายรูปทุกวัน วันไหนที่เราไม่ได้เรียนถ่ายรูปเราก็จะขลุกอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา สลับกันไปมาเพราะใกล้กันมาก

แต่ ! ตอนแรกเราคิดว่าโรงเรียนนี้จะเป็นรองๆ เรียนฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ แต่มันกลับกันกลายเป็นว่ามันดีมากกกกก เราได้เพื่อนเยอะมากจากที่นี่ มีทั้งเพื่อนจากเอเชียและยุโรป แต่ส่วนใหญ่เป็นยุโรปซะเยอะเลย หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมยุโรปแล้วยังต้องมาเรียนภาษาอีก เหตุผลคือหลายคนมาเรียนเพื่อนำไปสอบเอา Diploma แล้วนำไปสมัครงาน หรือที่เรียกว่า Cambridge Test บางคนมาเรียนหนึ่งอาทิตย์หรือยาวไปเป็นปีเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็หนึ่งเดือน เรียนเพื่อให้รู้ ให้มีสังคมที่กว้างขึ้น เพราะโรงเรียนที่เราเรียนทุกวันพุธจะมีกิจกรรมที่ชื่อว่า Hidden Pub จะเป็นการ meeting กันทุกวันพุธ โดยที่ไม่รู้เลยว่าผับที่ว่ามันคือที่ไหน แต่ผับในที่นี้มันคนละผับกับไทยนะ มันคือร้านนั่งที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ไม่ใช่ผับแบบตื๊ดๆ 55  ส่วนใหญ่มีแต่คนสูงอายุ  แต่ก็ทำให้บรรยากาศสนุก ทุกคนแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน เราก็เอาเพื่อนจาก UAL มารู้จักเพื่อนที่นี่ แนะนำเพื่อนทั้งสองโรงเรียนให้มารู้จักกันและได้ไปเที่ยวพร้อมกันได้เลย

แล้วถ้ามีเพื่อนคนไทยที่นี่ เป็นความคิดที่ดีไหม ? หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า ไหนๆ ก็อยู่ต่างประเทศแล้ว ให้อยู่ห่างกับการคบหาเพื่อนคนไทย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทย จะได้ฝึกภาษาไปในตัว แต่สำหรับเราเราโชคดีมากที่เราได้เจอเพื่อนคนไทยที่นี่สามสี่คนที่ค่อนข้างตรงจริตกับเรามาก เราไม่พูดภาษาไทยกันเวลาที่อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ (เพราะจริงๆ มันคือการเสียมารยาทมาก เหมือนกับว่าคนอื่นเค้าก็จะไม่รู้ว่าเรากำลังพูดถึงอะไร) เราไม่เคยปลีกตัวไปไหนกันสองคนนานๆ หรือแม้บางทีเราก็ตกลงกันว่าพูดภาษาอังกฤษกันไปเลย (ถ้าไม่ได้เป็นทอปปิคที่ซีเรียสแบบจริงจัง) เราเลยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะมีเพื่อนคนไทยที่นี่ ดีด้วยซ้ำที่บางทีเราก็สามารถช่วยเหลือกันได้แบบทันท่วงที เหมือนกับว่าเราก็ได้รับรู้ไว้ว่ายังไงก็จะมีคนที่เข้าใจเราที่สุดอยู่ตรงนี้อีกคนนึง

มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม ? จากเป็นคนที่ขี้อาย พูดน้อย และชอบโทษตัวเองว่ายังไม่ดีพอ เพื่อนที่นี่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทุกคนมักจะถามอย่างจริงใจว่าเราเป็นอะไร และทำอะไรอยู่ และจะตั้งใจฟังอย่างจริงจังมาก จนเรารู้สึกเหมือนได้เติมพลังจากสายตาและคำพูด อันนี้ไม่ได้เว่อร์จริงๆ แต่เราไม่เคยมาเรียนต่างประเทศหรือรายล้อมด้วยเพื่อนต่างชาติเยอะขนาดนี้ เราพึ่งเคยสัมผัสการตอบรับที่ไม่ใช่แค่การพูดแบบขอไปที สิ่งนี้ก็ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงภายในตัวเราไปมากเช่นกัน การใส่ใจ การรับฟัง และความจริงใจ เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก และความมั่นใจในตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญ ความฉะฉานในการบอกคนอื่นว่าเราคือใคร ทำอะไร ก็ทำให้เราสามารถสร้างเพื่อนได้ง่ายๆ และมีโอกาสที่จะเจอผู้คนใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ สำหรับเรานับว่าเป็นโชคดีมากที่ปัจจุบันนี้เรายังติดต่อกับเพื่อนทุกคนได้ และเวลาที่เรากลับไปลอนดอนตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการรียูเนียเลย เพราะตอนนี้เรามีชาวแกงค์ของเราอยู่ที่ลอนดอนแล้วหละ : )

21018e52-1a20-4d3d-a952-bd0ff6aac58a

ลอนดอนเปลี่ยนอะไรในตัวเรา ?

ความตรงเวลา ต้องบอกตามตรงว่าเราเป็นคนค่อนข้างยืดหยุ่นกับเรื่องเวลามาก แต่ที่นี่ไม่มีใครยืดหยุ่นเรื่องเวลากับเราด้วยเลย สายคือสาย หนึ่งนาทีก็คือสาย มันเลยทำให้เราค่อนข้างเคารพเวลาของผู้อื่นด้วย เหมือนถ้าเรามาสายเราอาจจะกำลังเอาเปรียบเวลาของใครบางคนอยู่ ดังนั้นการมาให้ตรงเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำ

การสื่อสารออกไปตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เพราะถ้าอ้อมค้อมก็จะไม่มีวันเข้าไปถึงจุดที่ต้องการเสียที ที่นี่ทำให้เราตัดการชักแม่น้ำทั้งห้าออกไปเยอะมาก เพราะเค้าไม่สนใจหรอก สนใจแค่ว่าพอยท์ของเรามันคืออะไร

มารยาทในการขอบคุณ ขอโทษ ในทุกๆ เรื่อง  ที่นี่การพูด Thank you และ Sorry เป็นเรื่องปกติและพูดจนติดปากมาก ไม่ว่าจะทำอะไร เดินผ่านหน้าใคร หยิบของผ่านใคร ใครหยุดให้เดินผ่าน หรืออะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเค้ากำลังแสดงน้ำใจ ให้รีบขอบคุณหรือถ้ากำลังทำอะไรที่จะไปรบกวนคนอื่นก็ให้รีบขอโทษ เราสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเราเองเลยเพราะตลอดเวลารอบตัวเรามีแต่ Thank you ! Sorry !

” My dear friends “

L1007912.jpg

..มาถึงตรงนี้บอกเลยว่ามันคุ้มค่ามากจริงๆ กับการได้มาเจอคนที่เยอะขนาดนี้ หลายคนพาเราไปเจอกับอีกหลายคน สิ่งที่สำคัญคือเราได้คอนเนคชั่นจากตรงนี้พอสมควร จากที่เป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคม การอยู่ที่นั้นเหมือนลืมตัวตนชั่วขณะ ต่างคนต่างไม่รู้ภูมิหลัง เราแค่เป็นตัวเราในแบบที่เราอยากเป็นเลย..

L1004315

คิดว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมาไหม ?  การเรียนรู้มันไม่ได้อยู่แค่ว่าวันนี้เราได้เรียนอะไร เราถือว่าทุกวันที่เราอยู่ลอนดอนเราอยากใช้ให้มันคุ้มค่าที่สุด น้อยมากที่เราจะกลับบ้านเร็วแล้วไปนอนๆ นั่งๆ เล่นมือถือ และด้วยเวลาที่ต่างกันกับที่ไทย มือถือเราแทบไม่กระดิกเมื่อเป็นเวลาของอังกฤษ มันทำให้เราตัดโลกโซเชียลออกไปได้พอสมควร (แต่มันไม่ดีกับงานเลยนะ 55) เราใช้เวลาทุกวันก่อนและหลังเลิกเรียน เปิดแอพลิเคชัน DOJO ที่มันจะคอยบอกว่าวันนี้มี Exhibition ที่ไหนมาใหม่รึปล่าว และตามเก็บจนหมด ! จนหมดจริงๆ เราไปทุกงาน ตั๋วเท่าไรก็ไม่เกี่ยงเลย เพราะเราคิดว่าถ้าเราไม่ดูตอนนี้เราไม่รู้ว่าเราจะได้ดูอีกตอนไหน ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ว่าเราได้เรียนอะไร แต่มันคือวันนี้เราออกไปดูอะไรมากพอแล้วรึยัง

l1007988.jpg

ก่อนเข้าเรียนแค่หนึ่งชั่วโมง เราต้องหาที่แว้บไปให้จนได้

ใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ? เราอยู่ที่นี่ใช้เดือนละประมาณ 2,000 ปอนด์ (บวกกับซื้อของเยอะ และรวมค่าบ้านแล้ว) บางมื้อเราก็ทำกินเอง ถ้าวันไหนทำกินเองก็จะเผื่อไปถึงมื้อเช้าด้วย บางวันมันเหนื่อยจริงๆ เราก็เลือกกลับบ้านมากินข้าว อยากอยู่กับตัวเอง นั่งเงียบๆ และทำอะไรกินเองที่บ้านมากกว่า แต่ก็หลายครั้งเช่นกันที่เลี่ยงการกินข้าวนอกบ้านไม่ได้เพราะต้องทำงานและพูดคุยกับเพื่อนอันนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง

มาอยู่เกือบ 6 เดือน แต่เรากลับไม่ได้ช็อปปิ้งเสื้อผ้าหรือข้าวของแบบที่หลายคนจินตนาการ 55 ของที่เราหมดเงินไปเยอะมากที่สุดคือหนังสือและหนังสือภาพ เราชอบสะสมหนังสือมาก แม้จะได้ไม่ได้อ่านก็ตาม 55 แต่ถ้าหน้าปกสวยหรือน่าสะสมเราก้ซื้อเก็บไว้เลย จนวันที่จะบินกลับน้ำหนักกระเป๋าเราเกินมากว่าสามสิบกว่ากิโล เพราะเป็นของใช้ล้วนๆ จนสุดท้ายเราต้องส่งแยกด้วย DHL กลับมา และกลับมาขนกลับอีกรอบนึงในสองอาทิตย์ถัดมา และจนขนาดตอนนี้ก็ยังคงขนกลับไปไม่หมดเลย ฮ่าๆ สมบัติบ้าเยอะยิ่งกว่าคนมาเรียนนานเป็นปีอีก

ร้านหนังสือที่แนะนำก็จะมีอยู่ที่ Tate Modern, Foyles, Photographer’s Gallery, Daunt Books, National Gallery, Whitechapel ทั้งหมดนี่คือกรุแห่งหนังสือดีเลยก็ว่าได้ ทั้งหนังสือรูปถ่าย หนังสือดีไซน์ หรือสือแฟชันหรือใครชอบ Poems ที่ Daunt Books จะเยอะสุดเลย แต่เราชอบ Foyles สุด เพราะทันสมัย หนังสือลงใหม่เยอะ และหนังสือภาพเยอะมากด้วย

973B4C8B-EE9D-4122-9B77-3C183363BF07.JPG

ถ้าใครอยากมาเรียนที่นี่ เรารวบรวมสถานที่โปรดที่เราชอบไปเที่ยวเล่นซ้ำๆทั้งก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียนเอาไว้ ไม่ก็ดูประกอบการตัดสินใจ จะได้รู้ว่าที่ลอนดอนมันมีสถานที่ที่น่าไปเยอะมากจริงๆ แต่ถ้าใครอยากดูเต็มๆติดตามอันหน้านะ เพราะเราจะมาลงดีเทลล์ทุกสถานที่ที่เราชอบไปเลย

LONDON MINI GUIDE

Museums Galleries Exhibitions and Gigs

IMG_2312

L1004408

National Gallery ; หอศิลป์ที่รวบรวมงานของศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่เสียค่าเข้าด้วย

L1008102

National Portraits Gallery ; แกลเลอรี่ที่เรารักและประทับใจมาก เพราะมักรวบรวมงาน Photo ที่เป็นภาพพอทเทรทมาเป็นนิทรรศการหมุนเวียน ส่วนในภาพจะเป็นโซนนิทรรศการถาวรที่มีให้เข้าชมตลอดเวลา ไม่เสียค่าเข้า

L1001489

Tate Britain ;

L1001486.jpg

แกลเลอรี่ที่สวยราวกับหลุดมาจากฉากหนัง เราหลงรักที่นี่มาก มันกลายเป็นที่โปรดของเราไปโดยปริยาย ตั้งแต่ก้าวเข้ามาครั้งแรก

DSC_0426

V&A Museum

DSC_0383.jpg

ถ้าถามว่าไปที่ไหนบ่อยสุด ก็ต้องที่นี่เลย เรามาไม่ต่ำกว่า 6-7 ครั้ง บ่อยจนต้องสมัครเป็นเมมเบอร์เพื่อเข้าดูงานพิเศษต่างๆ แต่โซนอื่นๆคือเข้าฟรี มีความรู้เยอะมากเลย ที่นี่

L1004552

Natural Museum 

L1001733.jpg

Barbican Centre ; แนะนำที่นี่เลยถ้าใครชอบศูนย์รวมที่รวมอะไรไว้เยอะๆ มีโรงหนัง มีที่เล่นดนตรี มีลานกว้างให้ Meeting และมีห้องสมุดด้วยนะ

L1007952

Whitechapel Gallery ;

IMG_9024

Tate Modern ; ใครไม่มาตรงนี้ก็อาจจะพลาดได้ เพราะถ้ามีความสนใจด้านศิลปะ ที่นี่คือแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ที่เดินสามวันยังไม่ครบเลย

image.jpg

Photographer’s gallery ; ไปบ่อยสุดแต่ไม่เคยถ่ายรูปไว้เลย เลยต้องเอารูปมาจาก Google นะ ที่นี่ขายฟิล์มและหนังสือภาพเยอะมาก มีนิทรรศการหมุนเวียนจากช่างภาพชื่อดังเปลี่ยนเกือบทุกสองเดือนด้วย

IMG_5524

Hayward Gallery ; ที่นี่เราก็ไปบ่อยมากเช่นกัน เพราะอยู่ใกล้กับ Tate Modern จริงๆมันไม่ใกล้มาก แต่เราเดินจากตรงนี้ไปถึง Tate ทุกทีเลย

L1004628

St. James GIG


000006

“A bad day in London – is still better than a good day anywhere else” – Unknown

THE MOST IMPORTANT THING

1. UK Visa ทุกคนต้องมี Visa ที่เป็น Student Visa มีระยะอยู่ที่ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ถ้าคอร์สเราสั้นมากเค้าจะให้ไว้ที่ 3 เดือน แต่ถ้าคอร์สยาวหน่อยเค้าจะให้ไว้ที่ 6 เดือน ส่วนตัวเราเราได้ 6 เดือนมา และใช้เต็มจนนาทีสุดท้าย สามารถขอวีซ่าอังกฤษได้ที่ https://www.gov.uk/study-visit-visa

2. Schengen visa ถ้ามีเวลาทำเชงเกนวีซ่าไปเผื่อด้วยนะ เพราะว่าเรายังใช้โอกาสตรงนี้ในการเดินทางไปรอบๆ ได้ด้วย เราไปเที่ยวฝรั่งเศส สวิสเซอแลนด์ ออตเตรีย ไอรแลนด์ เวลส์ ไอซแลนด์ นอร์เวย์ เราเคยคิดไว้ว่าเราจะไปได้มากกว่านี้ แต่ก็เวลาเราน้อยมากเพราะเรียนเกือบทุกวันเวลามันเลยไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ แต่ยังไงเท่านี้ก็ถือว่าเยอะแล้ว แล้วตั๋วไปจากลอนดอนก็ถูกกว่าไปจากไทยแน่ๆ แหละ อันนี้ก็คืออีกกำไรนึงในการได้มาเรียน

3. Accommodation หาที่พักให้เรียบร้อยก่อนไป ถ้าใครไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวเลย แนะนำให้อยู่แบบ Host Family ในเดือนแรก และติดต่อเอเจนซี่ที่จะสามารถหา Host ให้เราได้ เพราะถ้าไปแบบไม่รู้ทิศทางจะลำบากเอาแน่ๆ และถ้าใครอยากฝึกภาษาไปด้วยก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พูดคุยกับ Host ที่เป็น Native Speaker ในส่วนราคาของบ้านพักจะลดหลั่นกันไปตามโซน  เดือนแรกของเราเราพักที่โซน 4 ไกลมาก บ้านของเราจะมีอาหารเช้าและอาหารเย็นรวมเข้าไปแล้วในราคาบ้าน มีห้องพักส่วนตัว แต่ใช้ห้องน้ำรวม Host เราเป็นหญิงชาวอังกฤษ พักอยู่คนเดียว ใจดี น่ารักและดูดีมาก เราพยายามที่จะกลับบ้านมาให้ทันกินข้าวเย็นกับเค้าบ่อยๆ เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวันกัน แต่สุดท้ายเราก็จะถึงบ้านตอนเค้าทานข้าวเสร็จแล้วทุกที

*ปล. การอยู่แบบโฮสแฟมิลี่เหมือนการเสี่ยงดวงมาก เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะได้พักกับใคร นิสัยเป็นยังไง เคร่งครัดมากไหม กลับบ้านดึกได้รึป่าว บางคนอาจจะอยู่ไม่ได้เพราะด้วยเรื่องกฏระเบียบ แต่สำหรับเดือนแรกของเราเราโอเคในการที่จะอยู่กับโฮสไปก่อน เพื่อการปรับตัวเข้าเดือนที่สองเราย้ายบ้านไปอีกทีหนึ่งในโซนสอง แต่ด้วยความที่โฮสคนเก่าดี เราเลยตัดสินใจพักต่อแบบโฮสแฟมิลี่ ครั้งนี้เป็นครอบครัวใหญ่ มีสามคนพ่อแม่ลูก แต่อย่างที่บอกไปว่าเราไม่ได้โชคดีเสมอ ด้วยกฏระเบียบและความเข้ากันไม่ได้ ทำให้เราต้องย้ายออกตั้งแต่สองวันที่ย้ายเข้า ดังนั้นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ชอบความอิสระคือการหาห้องพักแบบเดี่ยว แต่อาจจะแพงหน่อย ราคาจะอยู่ที่ 850-1,200 ปอนด์เลยทีเดียว หรือราวๆเดือนละ 4-5 หมื่น แต่ถ้าในความสบายใจและสะดวกก็ถือว่าพอแลกได้อยู่นะ

4. สมัครคอร์สเรียนที่เว็บไซต์นี้ https://www.arts.ac.uk/study-at-ual/short-courses และก่อนเข้าเรียนเราต้องเอาพาสฟอร์ตไปยืนยันตัวด้วยนะคะไม่งั้นเค้าจะไม่ให้เข้าเรียน

5. เงินสดเราพกน้อยมาก อยู่ที่นี่เราใช้บัตรตลอดเวลา มีเงินสดติดกระเป๋าไว้เผื่อใช้ยามจำเป็นไม่กี่บาท เพราะที่อังกฤษ แค่สองสามปอนด์เราก็สามารถรูดการ์ดได้แล้ว

6. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม กล้อง ฟิล์ม ถ่าน อะไรที่จำเป็นสำหรับการเรียน เราเอาไปเยอะมาก เพราะเรากลัวจะไปหาที่นั่นยาก แต่ที่นี่ก็มีขายนะที่ Photographer’s Gallery มีฟิล์มแปลกๆเยอะมาก แต่ค่อนข้างจะแพง ส่วนใครมีอะไรเสีย อยากซ่อม หรืออะไรพัง เราแนะนำให้ไปร้าน Aperture London เรียกได้ว่า God hand แห่งการซ่อมกล้อง แถมมีอะไหล่พร้อมทุกอย่าง กล้องฟิล์มเราเสียสองรอบก็มีที่นี่แหละที่สามารถซ่อมได้ และมีแบตเตอรี่ของทุกรุ่นขายด้วย ชำนาญอย่างมากโดยเฉพาะ Leica

7. ใช้เงินไปประมาณเท่าไหร่ เราใช้ไปทั้งหมดประมาณ 6 แสนบาท ( 5 เดือนกว่า ) ทั้งหมดนี้คือค่าเรียน ค่าที่พัก ค่าอุปกณ์ที่ซื้อเพิ่มรายวัน ค่ากิน ค่าเข้ามิวเซียมและงานต่างๆ ไม่รวมค่าของฝาก ค่าเที่ยวประเทศอื่นรอบๆ ทั้งหมดนี้เราเก็บเงินมาเอง ไม่มีสปอนเซอร์หรือใครออกให้ใดๆ มีขอแม่บ้างยามจำเป็น 55

IMG_3902

L1007361.JPG

L1007315

44A6BD00-C16D-4444-ABFF-79076FCB35E4

” There’s nowhere else like London. Nothing all, anywhere ” –Vivienne Westwood’s

จริงๆ แล้วเราว่าคงยังมีอีกหลายคำถามมากที่เราไม่ได้ตอบ หลังจากการพูดคุยกับใครหลายคน สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้มันไม่ใช่สิ่งที่คิดแล้วไปได้เลย เราอาจจะโชคดีตรงที่เราทำงานเป็นฟรีแลนซ์ งานของเราสามารถทำตรงไหนหรือที่ไหนก็ได้ เราเลยไม่มีข้อกำหนดของเวลามารั้งไว้ แต่จะว่าแล้วเวลา 6 เดือนมันก็ไม่น้อย แถมไม่ใช่ปริญญาโทอีก เราจึงค่อนข้างเข้าใจในคนที่อยากจะทำแบบนี้แต่อาจจะยังมีพันธะหรือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบหลายๆ อย่าง เราไม่ได้จะบอกว่าให้ทิ้งทุกอย่างแล้วออกมาเลย แต่อยากบอกว่าถ้าเมื่อไรที่รู้สึกว่าเสียงตัวเองข้างในมันเรียกร้อง ลองหยุดแล้วฟังว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ คืออะไร และมันเติมเต็มอะไรให้กับชีวิตเราได้บ้าง เริ่มจากค่อยๆ ลองก้าวออกมาทีละก้าวก็ได้ มันไม่มีหรอก Perfect Timing ที่ทุกอย่างจะรอให้อะไรลงตัวเป๊ะๆ คิดแล้วเก็บกระเป๋า ออกเดินทางมาอย่างง่ายๆ เราเองก็ตะกุกตะกักหลายอย่าง เรื่องเงิน เรื่องเวลา แต่ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ เราก็ไม่รู้จะทำมันอีกตอนไหนแล้วหละ Perfect Timing ของเราก็เลยเป็นตอนนี้แหละ ตอนไหนก็ได้ ที่เรารู้สึกว่ามันพอจะมีช่องว่างเล็กน้อย ก็ทำมันซะเลย

แต่มันคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีเพื่อนคอยซัพพอร์ท เพื่อนที่ว่าก็คือพาร์ทเนอร์ของเรานี่หละ คอยเคลียร์งานจากฝั่งไทยให้ คอยจัดการทุกอย่างที่เป็นปัญหา ซัพพอร์ทความฝันของเรา ให้เราได้ทำอะไรแบบไม่ต้องกังวลมากมาย ดังนั้นถ้าใครจะมาอยู่ยาวๆ และต้องทำงานด้วยอาจจะต้องหาพาร์ทเนอร์ที่รู้ทุกเรื่องของเราไว้สักคนนึง มันไม่ง่ายเลยที่เราจะต้องทำงานตามเวลาไทย ต้องเรียน ต้องคุยงานก่อนไปเรียน ตอนเรามาเงินที่ติดตัวอยู่ไม่ได้มีมากมาย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เราเปลี่ยนใจ เพราะเราคิดว่าเราสามารถหาเงินจากการมาทำงาน สร้างคอนเทนต์ที่นี่ได้ ซึ่งมันก็ไม่แน่นอนหรอกเหมือนไปตายเอาดาบหน้ามากกว่า และนั่นแหละที่เค้าเรียกว่าใช้ชีวิต อะไรที่มันง่ายมักไม่ค่อยสนุก เมื่อเรารู้คุณค่าของการหามา และรู้ว่าใช้มันทำอะไรความหมายมันก็อยู่ตรงนั้น เราเชื่อว่าเงินซื้อความสุขได้เพียงแต่เราต้องเลือกที่จะซื้อให้ถูกใช้ให้เป็น
บรรทัดต่อไปนี้ต้องขอบคุณหยก ครอบครัวของเรา และแฟนของเรามาก ที่ทุกคนสนับสนุนเป็นแรงหนุน กำลังใจให้เราได้ทำอะไรที่เราอยากทำจริงๆ

แม้วันนี้เรากลับมาอยู่ไทย สิ่งเดิมๆ ที่เจอ ก็ค่อยๆ ปัดเรากลับเข้ามาอยู่ในวงชีวิตปกติอีกครั้ง แต่เรายังคิดถึงลอนดอนเสมอ เราพูดกับเพื่อนเสมอ ว่า London, it’s not about place, it’s about people. เพราะสำหรับเราถ้าเราไม่ได้เจอเพื่อนที่ดี มันคงจะเป็นเมืองแสนจะหม่น แห้งแล้งและไร้ชีวิต แต่เมื่อเราได้พบเจอผู้คน ต่างคนต่างมาพบกันอย่างไม่มีกำแพงปิดกั้น ที่เราต้องพูดแบบนี้เพราะทุกคนก็ต่างมาทำอะไรสักอย่างที่นี่ มีพบและมีจากเกิดขึ้นเสมอในลอนดอน เราร้องไห้ที่ต้องจากเพื่อนหลายต่อหลายครั้ง เมื่อวันนี้ที่เรากลับมาถึงไทย ภาพจำของเรากับลอนดอน มันคือภาพของผู้คน ความใจดี ความจริงใจ และมันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ

มาถึงส่วนสุดท้าย เราได้อะไรจากการมาอยู่คนเดียวที่นี่ เราต้องตอบว่าเราได้เยอะมาก ณ ตอนนี้เหมือนตัวเรามีส่วนผสมของคนที่เราได้พบเจอ เราคิดว่าเราได้เจอคนมากมาย มากกว่าทั้งชีวิตที่เคยเจอมา ทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ ภายในระยะเวลา 5 เดือนนี้,  มุมมองความคิด การใช้ชีวิต การมองคนอื่นแล้วกลับมามองตัวเอง การแก้ปัญหาในวันที่อยู่ไกลจากทุกอย่างที่คุ้นเคย อิสระทางความคิด ทางคำพูด การใช้ชีวิต อิสระในการค้นพบผู้คนใหม่ๆ มันเปลี่ยนแปลงภายในของเราไปอย่างช้าๆ แม้ว่าเราจะอยู่แค่ครึ่งปี แต่เค้าว่ามนุษย์เราจะสามารถเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เมื่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเกินสามเดือน และวันนี้เราก็เป็นมนุษย์คนนึงที่ได้ Adjusted Londoner’s Program เข้าสู่สมองและร่างกายของเราเป็นที่เรียบร้อย ลอนดอนสำหรับเรามันคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ดังเช่นภาพด้านบน ลอนดอนจะกลายเป็นพาร์ทนึงของชีวิตเรา ที่ดีที่สุดตลอดกาล

สำหรับคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ อยากขอบคุณมากเพราะมันช่างยาวเสียเหลือเกิน แต่มันแทบจะไม่ได้ครึ่งของที่เราอยากจะเล่าให้ฟัง และถึงใครที่อยากก้าวออกมา การเรียนมันก็เป็นส่วนประกอบหนึ่ง แต่สำคัญคือการได้ออกมาดูโลกเท่าที่ใจอยากเห็น พบเจอผู้คนเท่าที่อยากเจอ ถ้ามีเวลามากพอ อย่ารอให้อะไรมารั้งเราไว้เลยนะ ทำมันสักครั้งเถอะ : )

With Love,

From Mars.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s